
พุทธศักราช 2511 เราสองคนเข้าทำงานที่บริษัทไทยวัฒนาพานิช สำนักพิมพ์เอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค เราเข้าไปทำงานในบทบาทของกองบรรณาธิการชัยพฤกษ์นิตยสารสำหรับเด็กและวัยรุ่น วิริยะดูแลคอลัมน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ สุภาดูแลทางภาษาและสังคม ทำงานร่วมกันมาหลายปี เพื่อนร่วมงานในยุคนั้นปัจจุบันล้วนโด่งดังอยู่ในแวดวงวรรณกรรม ที่ทำงานอยู่ในกองเดียวกันก็มี วิทยากร เชียงกูล ประยงค์ อนันทวงศ์ สุภาวดี คทวณิช(โกมารทัตในปัจจุบัน) ประมวล โกมารทัต วสันต์ โรจน์รัตนาวิชัย เยาวนันท์ เชษฐรัตน์ ดาราวัลย์ เกษทอง ศิลปินคนเขียนภาพ เช่น ณรงค์ ประภาสโนบล ปนัท สัมพันธ์ ก้องสมุทร มงคล วงศ์อุดม ปฐม พัววิมล และใครต่อใครอีกหลายคน หัวหน้าคือ อนุช อาภาภิรม ส่วนบรรณาธิการคือ อาจารย์ เปลื้อง ณ นคร เพื่อนร่วมงานในบริษัทเดียวกันแต่ต่างกองก็มีอย่างเช่นคุณ ชูเกียรติ อุทกพันธุ์ (ผู้ล่วงลับไปแล้ว) คุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ฯลฯ ท่านผู้ใหญ่อีกหลายท่าน คุณสุลักษณ์ คุณ อวบ สาณะเสน อาจารย์ กัมพุชนาฏ เปรมกมล (บุตรีท่านเจ้าคุณอุปกิตศิลปสาร บรมครูภาษาไทยอีกท่านหนึ่ง) เป็นต้น
|
๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘
ในงานมงคลสมรส
|
ประสบการณ์ในการทำงานใกล้ผู้เชี่ยวชาญทำให้เราได้ความรู้ความเข้าใจและรักในงานหนังสือจนไม่อาจไปทำงานอื่นได้แม้จะมีโอกาสก็ตาม แต่ทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้าทางการงาน หลายคนชอบอิสรเสรีออกมาทำงานส่วนตัวแต่ก็ไปไม่พ้นแวดวงหนังสือ หลายคนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ อีกหลายคนเพียงแค่พออยู่ได้ อาจมีบ้างที่ล้มเหลวแต่ไม่ถึงกับอับจน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงการ
|
'โบตั๋น' กับเพื่อนร่วมรุ่นอักษรศาสตร์ ที่นั่งคู่กันคือคุณพรนิภา ลิมปพยอม อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้บริหารธุรกิจตำแหน่งสำคัญ ๆ ทั้งสิ้น |
สุภา ลือศิริ เอาดีทางเขียนนวนิยาย ประสบความสำเร็จได้รางวัล ส.ป.อ. เมื่อปี 2513 เป็นรางวัลนวนิยายดีเด่นของปี 2512 และได้ออกจากบริษัทมาทำงานอยู่กับคุณ นิลวรรณ ปิ่นทอง บรรณาธิการสตรีสาร บรรณาธิการผู้ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นสุดยอดของบรรณาธิการนิตยสารสตรี สุภาเขียนนิยายและช่วยงานด้านกองบรรณาธิการอยู่หลายปี และแน่นอนที่ประสบการณ์จากการทำหนังสือเด็กมาก่อนทำให้การดูแลสตรีสารภาคพิเศษสำหรับเด็กดำเนินไปอย่างดียิ่ง
วิริยะ สิริสิงห ออกจากไทยวัฒนาพานิชไปในตำแหน่งสุดท้ายคือ บรรณาธิการชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ไปทำหนังสือวารสารสำหรับเด็กอีกหลายฉบับ เช่น สวนเด็ก (ยุคเก่าแก่ ไม่ใช่ฉบับที่เคยเห็นมีในตลาดหนังสือเมื่อไม่กี่ปีมานี้) นิตยสารดรุณ นิตยสารสำหรับผู้ใหญ่ เช่น รติรส ตะวัน นิตยสารทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ ยุคใหม่ แต่นิตยสารที่คนทำไม่มีความสามารถทางการหาโฆษณามาจุนเจือก็อยู่ไม่ได้นาน งานที่ประสบความสำเร็จก็คือการเขียนและผลิตหนังสือเกี่ยวกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กทั้งเล็กและโต ตั้งสำนักพิมพ์ชมรมเด็กขึ้นมาเพื่อผลิตหนังสือเหล่านี้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 และในปี พ.ศ.2531 ตั้งสำนักพิมพ์สุวีริยาสาส์นขึ้น ผลิตหนังสือทั้งหนังสือเด็กบันเทิง ความรู้ วิชาการ ของผู้ใหญ่ประชาชนทั่วไป เน้นทั้งด้านสังคมและวิทยาศาสตร์
|
สุวีริยาในงานรับพระราชทานปริญญา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๒ |
สุภากับวิริยะ แต่งงานกันเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2518 เพื่อนฝูงงุนงงกันมากโขเพราะไม่เคยเห็นสองคนนี้คบหากันอย่างคู่รัก เป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันเท่านั้นเอง และความสนิทสนมของทั้งสองคนก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งในขณะทำงานร่วมกัน คนหนึ่งจะลงคอลัมน์ทางวิทยาศาสตร์ ในวารสารมาก ๆ อีกคนก็คอยค้านจะลงคอลัมน์ทางด้านสังคมมาก ๆ เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายก็เคย แต่ความเห็นแตกต่างสุดขั้วนี้ก็หลอมรวมกันมาเป็นนิตยสารสำหรับเด็กที่ปลุกปั้นนักอ่านนักเขียน ต่อ ๆ มาอีกหลายรุ่น เป็นนิตยสารที่มีความพอเหมาะพอดีที่จะทำให้ผู้อ่านเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่พอเหมาะพอดีในสังคม ไม่สุดโต่งไปทางด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอมีความสุข ในสังคมปัจจุบัน
และทั้งสองคนก็ยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันมาจนครบ 35 ปี เป็นเพื่อนร่วมงานนานปี และร่วมชีวิตกันมาเกิน 28 ปีแล้ว
สำนักพิมพ์ของทั้งสองอาจจะไม่ใหญ่โตมีชื่อเสียง แต่ก็ผลิตหนังสือให้เด็กและผู้ใหญ่อ่านมาเกือบ 30 ปี สุภาเขียนนวนิยายในนามปากกา โบตั๋น มาตั้งแต่ 2508 จนถึงเดี๋ยวนี้ ได้รางวัลนิยายดีเด่นบ้าง ชมเชยบ้าง หลายเล่ม ท้ายสุดได้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2542 อันถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของนักเขียนแล้ว แต่ก็ยังคงดูแลสำนักพิมพ์ เขียนหนังสือเด็กในนามปากกา ปิยตา วนนันทน์และหนังสือผู้ใหญ่ทั้งบันเทิงและวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง การเขียนนวนิยายก็ไม่ทอดทิ้ง มีตีพิมพ์ในนิตยสารเสมอมา
วิริยะ ดูแลงานของสำนักพิมพ์มาโดยตลอด ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยถึงสามสมัย (ไม่ติดต่อกัน) การทำงานเพื่อสำนักพิมพ์ต่าง ๆ นั้นได้เอาเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานของวิริยะไปมาก แต่สุภาก็อยู่โยงเป็นเสาหลักอีกเสาหนึ่งที่ทำให้สำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งนี้ดำเนินไปได้โดยไม่ติดขัดหรือลำบากนักไม่มีหนี้เสียมาก ไม่ใหญ่โต แต่อยู่ได้อย่างมั่นคงทระนงองอาจในวงการหนังสือตลอดมา ไม่เคยเสียเครดิต แต่ก็ไม่เคยทำอะไรหรูหราฟู่ฟ่าให้คนในวงการตื่นเต้น เรื่อย ๆ ธรรมดา ๆ ทำงานหนักและมีความสุขตามอัตภาพ
|
ภาวสุในงานรับพระราชทานปริญญา ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๔๖ |
ครอบครัวเล็ก ๆ นี้มีบุตรีสองคน คือ สุวีริยา (น้ำผึ้ง) และภาวสุ (น้ำตาล) สุวีริยาเรียนศิลปะจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และช่วยงานพ่อแม่อยู่พักหนึ่งก่อนจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไบรตัน ประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเมื่อกันยายน 2546 นี่เอง สุวีริยา กลับมาช่วยพ่อแม่ทำงานและจะสอนหนังสือด้านวรรณกรรมเด็กเพื่อผลิตนักทำหนังสือเด็กดี ๆ ออกมาอีกหลาย ๆ คนเพื่อสังคมนี้ เธอชอบงานสอน ได้เปิดโรงเรียนสอนศิลปะเด็กวัย 5-15 ปี ในวันเสาร์อาทิตย์มาหลายปีแล้ว แม้ไปเรียนต่อที่อังกฤษโรงเรียนก็ยังเปิดอยู่โดยมีเพื่อน ๆ สอนแทนและยังออกแบบปกนวนิยายให้แม่อยู่หลายเรื่อง มีผลงานเขียนและภาพประกอบหนังสือ เช่น พับกระดาษหรรษา พับกระดาษแสนสนุก หนังสือทำมือ ฯลฯ สุวีริยาเพิ่งอายุครบ 26 ปี ยังเป็นโสดและชมชอบการเป็น ครูผึ้ง ของเด็ก ๆ เป็นที่สุด
ภาวสุ อายุ 22 ปี สำเร็จการศึกษาด้านบรรณารักษศาสตร์จากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาหมาด ๆ ทำงานอยู่ที่ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความสุขเรียบง่ายอยู่กับกองหนังสือและข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ สองคนนี้เรียนหนังสือดี สอบได้เกียรตินิยมอันดับสองทั้งคู่
เป็นความสำเร็จที่พ่อแม่ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าอื่นใดในการเลี้ยงดูสาวน้อยสองคนให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนมีคุณภาพมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคม เพราะการประสบความสำเร็จทางการงาน แต่ถ้าครอบครัวและลูก ๆ ล้มเหลว ความสำเร็จนั้นก็จะปราศจากความหมายไปในทันที
ข้อมูลส่วนนี้จากหนังสือ : ๓๕ ปี แห่งความทรงจำ ๒๕๑๑-๒๕๔๖