รับพระราชทานเหรียญศิลปินแห่งชาติ
สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี ๒๕๔๒
เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓

รับพระราชทานพระเกี้ยว
นิสิตเก่าอักษรศาสตร์ดีเด่น ประจำปี ๒๕๔๓

'โบตั๋น' ถ่ายภาพร่วมกับศิลปินแห่งชาติ
สาขาต่าง ๆ ประจำปี ๒๕๔๒

วันรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ ร่วมกับศิลปินแห่งชาติ

 

       คุณสุภา สิริสิงห (โบตั๋น) เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ที่อำเภอภาษีเจริญ ธนบุรี ปัจจุบันอายุ ๖๒ ปี ท่านเข้าเรียนชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๓ ที่โรงเรียนสุธรรมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวัฒนะศึกษาและโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ตามลำดับ ก่อนที่จะสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอังกฤษและภาษาไทย และสำเร็จการศึกษาอักษรศาสตรบัณฑิต เมื่อปี ๒๕๐๙

       เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว คุณสุภาได้เริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครูโรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่งในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็ได้เข้าทำงานที่นิตยสารชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นนิตยสารสำหรับเด็ก ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เป็นเวลา ๓ ปี ก็ได้ลาออกไปทำงานแปลกับบริษัทประชาสัมพันธ์ของชาวต่างประเทศอยู่อีกช่วงหนึ่ง ครั้นถึงปี ๒๕๑๕ จึงได้เข้าร่วมงานกับนิตยสารสตรีสารรายสัปดาห์ โดยได้ทำงานในส่วนของสตรีสารภาคพิเศษสำหรับเด็ก ต่อมาได้เข้าทำงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจแบบเรียนของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชไปด้วยจนกระทั่งลาออกมาเพื่อจัดตั้งสำนักพิมพ์ชมรมเด็ก ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่จัดพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กเป็นหลัก ต่อมาก็ได้จัดตั้งสำนักพิมพ์สุวีริยาสาส์นขึ้นแทนชมรมเด็กที่เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้จำหน่ายหนังสือสำหรับเด็ก

       ชีวิตการเป็นนักเขียนของ คุณสุภา สิริสิงห เริ่มขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้เขียนเรื่องสั้นชื่อ “ไอ้ดำ” โดยใช้นามปากกาว่า “ทิพเกษร” ลงตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญจิต ส่วนนามปากกา “โบตั๋น” อันลือเลื่องนั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๐๘ โดยคุณสุภาได้ใช้นามปากกานี้เขียนนวนิยายเรื่อง “น้ำใจ” เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารสตรีสาร จากนั้นก็ได้ใช้นามปากกา โบตั๋น นี้ ในงานประพันธ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

       ผลงานการประพันธ์ที่ทำให้ชื่อเสียงคุณสุภา ในนามปากกาโบตั๋น เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายก็คือนวนิยายเรื่อง “จดหมายจากเมืองไทย” ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารสตรีสาร ระหว่างปี ๒๕๑๑-๒๕๑๒ นวนิยายเรื่องนี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและประสบความสำเร็จได้รับรางวัลวรรณกรรมดีเด่นจากองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เรียกกันว่า “รางวัลซีโต้” หรือ รางวัล “ส.ป.อ.” ประจำปี ๒๕๑๒ หลังจากนั้น ท่านก็ได้สร้างสรรค์ผลงานประพันธ์อันทรงคุณค่าออกมาอีกมากมายทั้งประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น และหนังสือสำหรับเด็ก

       ผลงานนวนิยายโดยหลักของคุณสุภา มีเนื้อหาที่สะท้อนถึงสภาพและปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้นจริง โดยมุ่งเสนอเรื่องราวให้ผู้อ่านได้รับทั้งสาระและความบันเทิงบนพื้นฐานของการส่งเสริมศีลธรรมอันดีงาม ทั้งกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดจิตสำนึกต่อปัญหาของสังคมด้วยลีลาและชั้นเชิงทางวรรรศิลป์ที่เฉียบคม ตัวอย่างนวนิยายของท่านที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่ จดหมายจากเมืองไทย ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ตราไว้ในดวงจิต สุดแต่ใจจะไขว่คว้า กว่าจะรู้เดียงสา ทองเนื้อเก้า วัยบริสุทธิ์ เกิดแต่ตม บัวแล้งน้ำ ตะวันชิงพลบ ฯลฯ

       ในด้านของผลงานประเภทเรื่องสั้นนั้น คุณสุภาก็ได้แต่งเอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยลงพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ นับจนถึงปัจจุบันนี้ได้จัดพิมพ์รวมเล่มแล้ว ๔ เล่ม คือ แก้วสามดวง รักวัวให้ผูก รักลูกให้... คืนเหงา และฟ้าชอุ่มฝน

       ส่วนผลงานประเภทหนังสือสำหรับเด็กนั้นนับเป็นงานที่คุณสุภารักและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารชัยพฤกษ์ สตรีสารภาคเด็ก หน้าเด็กในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชมรมเด็กและอื่นๆ อีกหลายเล่ม ตลอดจนจัดคอลัมน์ตอบปัญหาของเด็กที่เขียนจดหมายเข้ามาเป็นจำนวนมากมาย โดยใช้นามปากกาว่า “ปิยตา” และ “ปิยตา วนนันทน์” และบางเรื่องก็ใช้นามจริง ผลงานทางด้านนี้ของคุณสุภามีทั้งที่เป็นเรื่องแต่ง เรื่องแปล และเรื่องที่ดัดแปลง ผลงานสำหรับเด็กที่รวมพิมพ์เป็นเล่มแล้ว ได้แก่ นิทานหลายรส นิทานสัตว์รอบโลก ลูกไก่แสนสวย นกบินไม่ได้ สวนสวรรค์ รวมเรื่องสั้นสำหรับเด็กนานาชาติ เล่าเรื่องพระอภัยมณี เล่าเรื่องสามก๊ก สัตว์เลี้ยงแสนรัก สมุดภาพไดโนเสาร์ ฯลฯ

       นอกจากผลงานของ คุณสุภา สิริสิงห จะเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนไทยแล้ว ยังมีผลงานหลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นวนิยายเรื่องจดหมายจากเมืองไทยนั้น มีผู้นำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง ๑๐ ภาษา และยังมีผลงานอีกมากมายที่มีผู้นำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ได้แก่ จดหมายจากเมืองไทย ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด กว่าจะรู้เดียงสา สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ทองเนื้อเก้า ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก บัวแล้งน้ำ ไม้ดัด ตะวันชิงพลบ เกิดแต่ตม ฯลฯ

       นอกจากความสำเร็จที่ได้รับจากความนิยายของผู้อ่านมาเป็นเวลายาวนานแล้ว คุณสุภา สิริสิงห ยังได้รับรางวัลทางวรรณกรรมสำคัญหลายรางวัล อาทิ
       - จดหมายจากเมืองไทย ได้รับรางวัลวรรณกรรมดีเด่น ประจำปี ๒๕๑๒ ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       - ไผ่ต้องลม ได้รับรางวัลชมเชยประจำปี ๒๕๒๓ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
       - ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ได้รับรางวัลชมเชยประจำปี ๒๕๒๔ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
       - ทองเนื้อเก้า ได้รับรางวัลชมเชยประจำปี ๒๕๒๙ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
       - ก่อนสายหมอกเลือน ได้รับรางวัลชมเชยประจำปี ๒๕๓๐ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
       - ลูกไก่แสนสวย ได้รับรางวัลดีเด่นหนังสือเด็กเริ่มอ่าน ประจำปี ๒๕๑๖ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
       - นกบินไม่ได้ ได้รับรางวัลชมเชยสารคดีสำหรับเด็กประจำปี ๒๕๒๒ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
       - สวนสวรรค์ ได้รับรางวัลชมเชยหนังสืออ่านสำหรับเด็ก อายุ ๓-๖ ขวบ ประจำปี ๒๕๓๑ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

       คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ตระหนักว่า คุณสุภา สิริสิงห เป็นผู้ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าสำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กเล็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยมีเจตนาอันแน่วแน่ที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามและมีคุณภาพ โดยการใช้ความสามารถทางวรรณศิลป์อย่างมีอรรถรสเปี่ยมด้วยพลัง นับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการวรรณกรรม จึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

ข้อมูลส่วนนี้จาก : http://www.sakulthai.com

       เรื่องที่ได้ตีพิพม์เป็นครั้งแรกคือเรื่องสั้นชื่อ "ไอ้ดำ" ลงในนิตยสารขวัญจิต เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๗ หลังจากนั้นก็เขียนนวนิยายขนาดยาว เรื่องที่ทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านคือ"จดหมายจากเมืองไทย " ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง ๑๐ ภาษา

    ผลงานของโบตั๋นตลอด ๔๕ ปี มีดังต่อไปนี้....

กลิ่นดอกส้ม
ดอกไม้ริมทาง
พิมพิลาป

กว่าจะรู้เดียงสา
ดั่งสายน้ำไหล
เพรงกรรม
ก่อนสายหมอกเลือน
ดั่งหนึ่งเม็ดทราย
ไฟในดวงตา

กัณหาชาลี
ดาวแต้มดิน
ไฟฝัน

เกิดแต่ตม
ตราไว้ในดวงจิต
ภาพลวง
แก้วตาดวงใจ
ตะวันชิงพลบ
ไม้ดัด

คลื่นเหนือน้ำ
จันทร์ข้างแรม
ยายหนูลูกพ่อ

ความสมหวังของแก้ว
ทองเนื้อเก้า
ฟ้าชอุ่มฝน (รวมเรื่องสั้น)
คืนเหงา
แม้นรกมากั้น
รอยอดีต

คู่ยาก
ทิพย์ดุริยาง
รุ้งสีชมพู

แค่เอื้อม
นวลนางข้างเขียง
ลูกแม่
จดหมายจากเมืองไทย
นะหน้าทอง
วัยบริสุทธิ์

จากผงธุลีดิน
น้ำใจ
รักวัวให้ผูก รักลูกให้...

โฉด
บัวแล้งน้ำ
สัมปานหัวใจ
ซุ้มสะบันงา
บ้านสอยดาว
สายสัมพันธ์

ดงคนดิบ
ปลายฝนต้นหนาว
สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก
ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด
เหนือพื้นพสุธา
ด้วยสายใยแห่งรัก
ไผ่ต้องลม
เหยื่อ
ดอกกระถินริมรั้ว
เล่ห์ (เรื่องล่าสุดปี 2549)
แฝดพี่ ฝาดน้อง
อเวจีสีชมพู (เรื่องล่าสุดปี 2550)
เรือนทรายชายน้ำ

 

 


       พุทธศักราช 2511 เราสองคนเข้าทำงานที่บริษัทไทยวัฒนาพานิช สำนักพิมพ์เอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค เราเข้าไปทำงานในบทบาทของกองบรรณาธิการชัยพฤกษ์นิตยสารสำหรับเด็กและวัยรุ่น วิริยะดูแลคอลัมน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ สุภาดูแลทางภาษาและสังคม ทำงานร่วมกันมาหลายปี เพื่อนร่วมงานในยุคนั้นปัจจุบันล้วนโด่งดังอยู่ในแวดวงวรรณกรรม ที่ทำงานอยู่ในกองเดียวกันก็มี วิทยากร เชียงกูล ประยงค์ อนันทวงศ์ สุภาวดี คทวณิช(โกมารทัตในปัจจุบัน) ประมวล โกมารทัต วสันต์ โรจน์รัตนาวิชัย เยาวนันท์ เชษฐรัตน์ ดาราวัลย์ เกษทอง ศิลปินคนเขียนภาพ เช่น ณรงค์ ประภาสโนบล ปนัท สัมพันธ์ ก้องสมุทร มงคล วงศ์อุดม ปฐม พัววิมล และใครต่อใครอีกหลายคน หัวหน้าคือ อนุช อาภาภิรม ส่วนบรรณาธิการคือ อาจารย์ เปลื้อง ณ นคร เพื่อนร่วมงานในบริษัทเดียวกันแต่ต่างกองก็มีอย่างเช่นคุณ ชูเกียรติ อุทกพันธุ์ (ผู้ล่วงลับไปแล้ว) คุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ฯลฯ ท่านผู้ใหญ่อีกหลายท่าน คุณสุลักษณ์ คุณ อวบ สาณะเสน อาจารย์ กัมพุชนาฏ เปรมกมล (บุตรีท่านเจ้าคุณอุปกิตศิลปสาร บรมครูภาษาไทยอีกท่านหนึ่ง) เป็นต้น

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘
ในงานมงคลสมรส

       ประสบการณ์ในการทำงานใกล้ผู้เชี่ยวชาญทำให้เราได้ความรู้ความเข้าใจและรักในงานหนังสือจนไม่อาจไปทำงานอื่นได้แม้จะมีโอกาสก็ตาม แต่ทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้าทางการงาน หลายคนชอบอิสรเสรีออกมาทำงานส่วนตัวแต่ก็ไปไม่พ้นแวดวงหนังสือ หลายคนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ อีกหลายคนเพียงแค่พออยู่ได้ อาจมีบ้างที่ล้มเหลวแต่ไม่ถึงกับอับจน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงการ

'โบตั๋น' กับเพื่อนร่วมรุ่นอักษรศาสตร์ ที่นั่งคู่กันคือคุณพรนิภา ลิมปพยอม อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้บริหารธุรกิจตำแหน่งสำคัญ ๆ ทั้งสิ้น

       สุภา ลือศิริ เอาดีทางเขียนนวนิยาย ประสบความสำเร็จได้รางวัล ส.ป.อ. เมื่อปี 2513 เป็นรางวัลนวนิยายดีเด่นของปี 2512 และได้ออกจากบริษัทมาทำงานอยู่กับคุณ นิลวรรณ ปิ่นทอง บรรณาธิการสตรีสาร บรรณาธิการผู้ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นสุดยอดของบรรณาธิการนิตยสารสตรี สุภาเขียนนิยายและช่วยงานด้านกองบรรณาธิการอยู่หลายปี และแน่นอนที่ประสบการณ์จากการทำหนังสือเด็กมาก่อนทำให้การดูแลสตรีสารภาคพิเศษสำหรับเด็กดำเนินไปอย่างดียิ่ง

       วิริยะ สิริสิงห ออกจากไทยวัฒนาพานิชไปในตำแหน่งสุดท้ายคือ บรรณาธิการชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ไปทำหนังสือวารสารสำหรับเด็กอีกหลายฉบับ เช่น สวนเด็ก (ยุคเก่าแก่ ไม่ใช่ฉบับที่เคยเห็นมีในตลาดหนังสือเมื่อไม่กี่ปีมานี้) นิตยสารดรุณ นิตยสารสำหรับผู้ใหญ่ เช่น รติรส ตะวัน นิตยสารทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ ยุคใหม่ แต่นิตยสารที่คนทำไม่มีความสามารถทางการหาโฆษณามาจุนเจือก็อยู่ไม่ได้นาน งานที่ประสบความสำเร็จก็คือการเขียนและผลิตหนังสือเกี่ยวกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กทั้งเล็กและโต ตั้งสำนักพิมพ์ชมรมเด็กขึ้นมาเพื่อผลิตหนังสือเหล่านี้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 และในปี พ.ศ.2531 ตั้งสำนักพิมพ์สุวีริยาสาส์นขึ้น ผลิตหนังสือทั้งหนังสือเด็กบันเทิง ความรู้ วิชาการ ของผู้ใหญ่ประชาชนทั่วไป เน้นทั้งด้านสังคมและวิทยาศาสตร์

สุวีริยาในงานรับพระราชทานปริญญา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๒

       สุภากับวิริยะ แต่งงานกันเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2518 เพื่อนฝูงงุนงงกันมากโขเพราะไม่เคยเห็นสองคนนี้คบหากันอย่างคู่รัก เป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันเท่านั้นเอง และความสนิทสนมของทั้งสองคนก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งในขณะทำงานร่วมกัน คนหนึ่งจะลงคอลัมน์ทางวิทยาศาสตร์ ในวารสารมาก ๆ อีกคนก็คอยค้านจะลงคอลัมน์ทางด้านสังคมมาก ๆ เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายก็เคย แต่ความเห็นแตกต่างสุดขั้วนี้ก็หลอมรวมกันมาเป็นนิตยสารสำหรับเด็กที่ปลุกปั้นนักอ่านนักเขียน ต่อ ๆ มาอีกหลายรุ่น เป็นนิตยสารที่มีความพอเหมาะพอดีที่จะทำให้ผู้อ่านเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่พอเหมาะพอดีในสังคม ไม่สุดโต่งไปทางด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอมีความสุข ในสังคมปัจจุบัน

       และทั้งสองคนก็ยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันมาจนครบ 35 ปี เป็นเพื่อนร่วมงานนานปี และร่วมชีวิตกันมาเกิน 28 ปีแล้ว

       สำนักพิมพ์ของทั้งสองอาจจะไม่ใหญ่โตมีชื่อเสียง แต่ก็ผลิตหนังสือให้เด็กและผู้ใหญ่อ่านมาเกือบ 30 ปี สุภาเขียนนวนิยายในนามปากกา “ โบตั๋น ” มาตั้งแต่ 2508 จนถึงเดี๋ยวนี้ ได้รางวัลนิยายดีเด่นบ้าง ชมเชยบ้าง หลายเล่ม ท้ายสุดได้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2542 อันถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของนักเขียนแล้ว แต่ก็ยังคงดูแลสำนักพิมพ์ เขียนหนังสือเด็กในนามปากกา ปิยตา วนนันทน์และหนังสือผู้ใหญ่ทั้งบันเทิงและวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง การเขียนนวนิยายก็ไม่ทอดทิ้ง มีตีพิมพ์ในนิตยสารเสมอมา

       วิริยะ ดูแลงานของสำนักพิมพ์มาโดยตลอด ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยถึงสามสมัย (ไม่ติดต่อกัน) การทำงานเพื่อสำนักพิมพ์ต่าง ๆ นั้นได้เอาเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานของวิริยะไปมาก แต่สุภาก็อยู่โยงเป็นเสาหลักอีกเสาหนึ่งที่ทำให้สำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งนี้ดำเนินไปได้โดยไม่ติดขัดหรือลำบากนักไม่มีหนี้เสียมาก ไม่ใหญ่โต แต่อยู่ได้อย่างมั่นคงทระนงองอาจในวงการหนังสือตลอดมา ไม่เคยเสียเครดิต แต่ก็ไม่เคยทำอะไรหรูหราฟู่ฟ่าให้คนในวงการตื่นเต้น เรื่อย ๆ ธรรมดา ๆ ทำงานหนักและมีความสุขตามอัตภาพ

ภาวสุในงานรับพระราชทานปริญญา ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๔๖

       ครอบครัวเล็ก ๆ นี้มีบุตรีสองคน คือ สุวีริยา (น้ำผึ้ง) และภาวสุ (น้ำตาล) สุวีริยาเรียนศิลปะจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และช่วยงานพ่อแม่อยู่พักหนึ่งก่อนจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไบรตัน ประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเมื่อกันยายน 2546 นี่เอง สุวีริยา กลับมาช่วยพ่อแม่ทำงานและจะสอนหนังสือด้านวรรณกรรมเด็กเพื่อผลิตนักทำหนังสือเด็กดี ๆ ออกมาอีกหลาย ๆ คนเพื่อสังคมนี้ เธอชอบงานสอน ได้เปิดโรงเรียนสอนศิลปะเด็กวัย 5-15 ปี ในวันเสาร์อาทิตย์มาหลายปีแล้ว แม้ไปเรียนต่อที่อังกฤษโรงเรียนก็ยังเปิดอยู่โดยมีเพื่อน ๆ สอนแทนและยังออกแบบปกนวนิยายให้แม่อยู่หลายเรื่อง มีผลงานเขียนและภาพประกอบหนังสือ เช่น พับกระดาษหรรษา พับกระดาษแสนสนุก หนังสือทำมือ ฯลฯ สุวีริยาเพิ่งอายุครบ 26 ปี ยังเป็นโสดและชมชอบการเป็น “ ครูผึ้ง ” ของเด็ก ๆ เป็นที่สุด

       ภาวสุ อายุ 22 ปี สำเร็จการศึกษาด้านบรรณารักษศาสตร์จากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาหมาด ๆ ทำงานอยู่ที่ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความสุขเรียบง่ายอยู่กับกองหนังสือและข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ สองคนนี้เรียนหนังสือดี สอบได้เกียรตินิยมอันดับสองทั้งคู่

       เป็นความสำเร็จที่พ่อแม่ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าอื่นใดในการเลี้ยงดูสาวน้อยสองคนให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนมีคุณภาพมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคม เพราะการประสบความสำเร็จทางการงาน แต่ถ้าครอบครัวและลูก ๆ ล้มเหลว ความสำเร็จนั้นก็จะปราศจากความหมายไปในทันที

ข้อมูลส่วนนี้จากหนังสือ : ๓๕ ปี แห่งความทรงจำ ๒๕๑๑-๒๕๔๖

      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com