|
บางครั้ง ความโกรธหรือลุแก่โทสะ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้สร้างกรรมขึ้นมาได้เช่นกัน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้สร้างกรรมย่อมต้องได้รับผลกรรมตอบแทน... อย่างไม่มีข้อบิดพลิ้ว
อาเจ็กคุงเป็นคนจีนวัยกลางคนซึ่งมีอาชีพขายปาท่องโก๋ เรื่องฝีมือการทอดนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะร้านกาแฟทุกร้านในตลาดของอำเภอแห่งนี้ จะต้องมารับของแกไปบริการลูกค้าทุกเช้า แม้ว่าจะเคยมีเจ้าอื่นเปิดแข่ง แต่ในที่สุดก็ต้องเลิกกิจการไปเพราะทำอร่อยสู้ไม่ได้
อยู่มาวันหนึ่ง ตัวอำเภอเจริญขึ้น ทางเทศบาลจึงเปิดตลาดใหม่ขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากตลาดเก่าที่อาเจ็กคุงขายปาท่องโก๋มากนัก ด้วยความที่มีหัวการค้า อาเจ็กคุงจึงรีบปรึกษากับเมียก่อนที่ตลาดใหม่จะเปิด
อาซ้อ...อั๊วว่า...หากตลาดใหม่เปิด ร้านกาแฟที่เปิดใหม่ จะต้องเสียเวลาขี่รถมาซื้อปาท่องโก๋ของเรา วันหน้าถ้ามีคนอื่นมาเปิดแข่ง เขาอาจซื้อเจ้านั้นแทนเพราะใกล้กว่า เอางี้มั้ย...อั๊วจะไปเปิดสาขาใหม่ที่ตลาดเปิดใหม่ ส่วนลื้อก็ขายอยู่ที่นี่
ดีเหมือนกันอาเฮีย อาซ้อเห็นด้วย ที่เก่านี่ลูกค้าติดอยู่แล้ว อั๊วขายคนเดียวก็ได้...อย่างมากก็จ้างลูกจ้างมาช่วยสักคนหนึ่ง คนเก่าลื้อเอาไปช่วยทางโน้นก็แล้วกัน...เปิดใหม่ๆ คงยุ่ง
อั๊วก็ว่าอย่างนั้นแหละ...แต่ลูกจ้างลื้อเอาไว้ใช้เถอะ ...อั๊วจะหาคนใหม่ เพราะลื้อเป็นผู้หญิงหากไม่มีใครช่วยจะลำบาก
เมื่อวางแผนการเสร็จ พอตลาดใหม่เปิดอาเจ็กคุงก็ไปเปิดสาขาปาท่องโก๋เสร็จเช่นกัน บรรดาร้านกาแฟซึ่งแยกสาขาไปจากตลาดเก่า ก็ยังคงอุดหนุนกันเหมือนเดิม ต่อมาอีกสองเดือนตลาดใหม่ทำท่าจะเจริญ เพราะรถประจำทางเลื่อนมาจอดที่นี่ ซึ่ง เทศบาลจัดไว้ ปาท่องโก๋ของอาเจ็กคุงก็ขายดีตามลำดับจนทำเองแทบไม่ทัน หาลูกจ้างมาช่วยก็อยู่ได้ไม่กี่วัน ต่างเปิดหนีกันหมดเพราะความเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นและปากร้ายของอาเจ็กคุง แถมแกยังขี้ตืดไม่ยอมให้ลูกจ้างกินปาท่องโก๋ที่ทอดขายแม้แต่ตัวเดียว ใครจะกินต้องซื้อ เพราะแกถือว่าได้จ่ายเงินค่าจ้างให้แล้ว แบบนี้ลูกจ้างที่ไหนจะอยู่ด้วย
เมื่อไม่มีลูกจ้าง อาเจ็กคุงก็ต้องทอดและหยิบปาท่องโก๋ขายคนเดียว เวลายุ่งๆ จึงเปิดโอกาสให้สุนัขจรจัดซึ่งจ้องคอยทีอยู่ก่อนแล้ว วิ่งเข้ามาคาบปาท่องโก๋ซึ่งแกใส่ตะแกรตากเพื่อให้สะเด็ดน้ำมันเอาไว้ ถูกขโมยคาบไปกินบ่อยๆ อาเจ็กคุงชักไม่พอใจ หาทางกำจัดและสั่งสอนทันที
วิธีการก็คือ แกล้งทำเป็นเผลอขณะตากปาท่องโก๋ให้สะเด็ดน้ำมัน แต่สายตานั้นคอยเหลือบมอง พอเห็นสุนัขจรจัดวิ่งเข้ามาจะคาบ แกก็คว้ากระบวยตักน้ำมันในกระทะซึ่งกำลังเดือด สาดใส่บรรดาสุนัขไม่มีเจ้าของเหล่านั้น พวกมันได้รับความเจ็บปวด พากันแหกปากร้องลั่นแล้วเผ่นหนีไปตัวละทางสองทาง |
|

ฮ่ะ...ฮ่ะ...สมน้ำหน้า... อาเจ็กคุงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่สามารถแก้เผ็ดคู่ปรับได้อย่างสาสม วันรุ่งขึ้นพอเห็นพวกสุนัขจรจัดที่โดนสาดด้วยน้ำมัน เดินแผลเหวอะผ่านมาเพราะผิวหนังผุพอง และพวกมันใช้ขาเกาจึงเกิดเป็นแผลลุกลามมีน้ำเหลืองไหลตลอดเวลา อาเจ็กคุงก็รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานหฤโหดของตนเอง นั่งหัวเราะอย่างอารมณ์ดีตลอดเวลา
ตัวเก่าๆ เข็ดขยาดกันไปหมดแล้ว แทบไม่กล้าเฉียดเข้ามาใกล้เตาปาท่องโก๋ของอาเจ็กคุง แต่ตัวอื่นๆ ที่ยังไม่รู้พิษสง ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่เสมอทุกเช้า อาเจ็กคุงใช้แผนเดิม พอพวกสุนัขจรจัดวิ่งเข้ามาจะขโมยปาท่องโก๋ในขณะที่แกแกล้งนั่งเผลอ อาเจ็กคุงก็คว้ากระบวยตักน้ำมันเดือดๆ ในกระทะขึ้นมาเตรียมจะสาดใส่ พอดีกับมีตำรวจเดินผ่านออกมาจากปากตรอก อาเจ็กคุงเกรงว่าอาจถูกคนอื่นจึงชะงักมือไว้ทำให้น้ำมันกระเซ็นกระฉอกมารดหลังมือของแกเอง
โอ๊ย !... ช่วยอั๊วด้วย
อาเจ็กคุงส่งเสียงร้องลั่น ปล่อยกระบวยตกสู่พื้น น้ำมันกระดอนใส่ขา แกแหกปากตะโกนแล้วกระโจนหลบหนี ทำให้เสียหลักล้มใส่กระทะน้ำมัน
อ๊ า ก...โ อ ว ว์ ว์ ว์... !
แกร้องลั่นไม่เป็นภาษากระทะหกคว่ำลงสู่พื้น ร่างอาเจ็กคุงกลิ้งขลุกๆ ไปตามถนน ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์รีบนำส่งโรงพยาบาล ปรากฏน่าเนื้อตัวของอาเจ็กคุงพุพองเหมือนพวกสุนัขที่เคยถูกแกสาดด้วยน้ำมันร้อนๆ อีกสองวันต่อมาแผลก็แตกกลายเป็นน้ำเหลืองเยิ้มไปทั้งตัว ต้องใช้เวลารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเกือบ 2 เดือน จึงกลับบ้านได้ แต่อาเจ็กคุงก็กลายเป็นคนผิวหนังด่างไปทั่วทั้งตัว
ทุกวันนี้อาเจ็กคุงยังคงทอดปาท่องโก๋ขายอยู่ที่เดิม มีลูกจ้างมาช่วยสองคนทำหน้าที่ทอดแล้วหยิบขายลูกค้า อาเจ็กคุงนั้นมีหน้าที่นั่งคอยทอนเงินอย่างเดียว พอพระบิณฑบาตผ่านหน้าร้านแกจะรีบนิมนต์แล้วเอาข้าวและกับที่ซื้อเตรียมไว้ใส่บาตรทุกเช้าไม่เคยขาด รวมทั้งปาท่องโก๋ที่แกขายก็เอาใส่ถุงถวายพระด้วย
ทำบุญเสร็จแกก็ทำทานโดยโยนปาท่องโก๋ให้กับพวกหมาจรจัดที่มาหมอบอยู่ข้างๆ เตาหลายตัวยังมีรอยหนังกระดำกระด่างเหมือนกับอาเจ็กคุง แต่พวกมันคงอโหสิให้แกแล้วกระมัง...
|