| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่หนึ่ง
    " นกกระสากาหลิบ "
  • เซลิม เบรุค ผู้เล่า
ตอนที่ ๑
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :

  

       เกริ่นนำ.

    กาลครั้งหนึ่ง มีขบวนคาราวานขบวนหนึ่งเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เสียงกระดิ่งที่คออูฐและเสียงดังกรุ๋งกริ๋งของอานม้า ก้องไปทั่วบริเวณราบเรียบอันกว้างใหญ่นั้น อาจได้ยินแต่ไกล แต่ในทะเลทรายไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากพื้นทรายและท้องฟ้าฝุ่นคลุ้งหนาราวกับเมฆฟุ้งไปเบื้องหน้ากองคาราวาน เมื่อลมพัดฝุ่นกระจายไปก็จะเห็นประกายอาวุธและสีเสื้ออันสดจ้าจนผู้มองอาจตาลายได้

       ภาพของกองคาราวานปรากฏต่อสายตาบุรุษหนุ่มผู้ขี่ม้าอาหรับตัวงาม คลุมด้วยหนังเสือ ข้างอานม้าสีแดงมีระฆังเงินใบเล็ก ๆ ห้อยอยู่ ที่หัวม้าประดับขนนกกระสา ผู้ขับขี่อาชาเป็นบุรุษร่างงาม โพกศีรษะด้วยผ้าขาวปักด้วยทองราคาแพง เสื้อคลุมและกางเกงสีแดงเข้ม เขาสะพายดาบโค้ง ฝักดาบประดับเพชร ผ้าโพกศีรษะนั้นคลุมหน้าผากเกือบมิด ประกอบกับนัยน์ตาดำขลับเป็นประกาย คิ้วเข้มดกดำ เครายาวครึ้ม จมูกงุ้มเล็กน้อย ทำให้ชายหนุ่มดูเหมือนนักผจญภัยในแดนเถื่อน

       เมื่อบุรุษนั้นขี่ม้ามาหน้ากองคาราวานห่างราว 50 ก้าว เขาก็เร่งม้า ในพริบตาเดียวก็มาถึงขบวนคาราวาน

       บรรดานักรบผู้คุ้มกันกองคาราวานยกหอกขึ้น ตั้งท่าพร้อมจะป้องกันตัวหากถูกโจมตี เพราะการที่มีชายหนุ่มเดินทางมาตามลำพังในทะเลทรายเช่นนี้ออกจะพิกลอยู่

       “ หมายความว่าอะไรกัน ” บุรุษหนุ่มร้องขึ้น เมื่อพบการต้อนรับอันปราศจากไมตรีจิต “ พวกท่านคิดว่าข้าพเจ้าคนเดียวจะโจมตีกองคาราวานของท่านหรือ ”

       กองคุ้มกันคาราวานออกจะละอายในการกระทำของตนอยู่ไม่น้อย ลดอาวุธลง หัวหน้ากองจึงออกไปถามว่าเขาต้องการอะไร

       “ ใครเป็นผู้นำกองคาราวานนี้ ” เขาถาม

       “ ไม่ใช่คนเดียวหรอกท่าน กองคาราวานนี้เป็นกองคาราวานของพ่อค้าหลายคนมาด้วยกัน กำลังเดินทางกลับจากเมืองเมกกะ เรากำลังนำทางเขาข้ามทะเลทรายและคอยระวังพวกโจรทะเลทรายร้ายกาจแถวนี้ด้วย มันชอบโจมตีนักเดินทางปล้นข้าวของ ”

       “ ช่วยนำข้าพเจ้าไปพบเจ้าของคาราวานเหล่านั้นหน่อย ” เขาเอ่ยขึ้น

       “ เวลานี้ไม่ได้หรอกท่าน เรากำลังรีบ หยุดไม่ได้ และบรรดาพ่อค้าเจ้าของคาราวานอยู่ท้ายขบวนสุดโต่งโน่น ห่างกันระยะเดินทางถึงครึ่งชั่วโมง กองคาราวานของเรายาวเหยียดมากทีเดียว แต่ถ้าท่านขี่ม้าไปกับข้าพเจ้าจนถึงที่ที่เราจะหยุดพักตอนเที่ยง ข้าพเจ้าจะนำท่านไปพบพวกเขา ”

       บุรุษแปลกหน้าไม่ตอบ แต่ปลดกล้องยาสูบยาวจากข้างอานม้าและจุดสูบควันโขมง พลางควบม้าไปข้าง ๆ   กองคุ้มกันไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ไม่กล้าถามนามของเขา ไม่รู้จะเริ่มต้นการสนทนาอย่างไร เมื่อเอ่ยขึ้นว่า “ ยาสูบของท่านนี่ดีนะ ” หรือ “ ม้าของท่านงามนัก ” ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า “ ถูกแล้ว ท่าน ”

       ในที่สุดก็ถึงที่พักกลางวันที่ต้องการจะหยุด หัวหน้ากองคุ้มกันนำบุรุษแปลกหน้าไปรอพ่อค้าอยู่ข้าง ๆ   อูฐสามสิบตัวค่อยเดินผ่านไปหยุดพัก ทุกตัวบรรทุกของเต็ม มีบุรุษพร้อมอาวุธคอยคุ้มกัน หลังขบวนอูฐพ่อค้าห้าคนขี่ม้างามตามมา พ่อค้าทั้งห้านี้คือเจ้าของสินค้าทั้งหมด พ่อค้าสี่คนแรกอายุมาก ท่าทางเคร่งขรึม เอาการเอางาน แต่พ่อค้าคนที่ห้าอายุน้อยกว่าสี่คนแรกมาก สีหน้ารื่นเริง ด้านหลังของพ่อค้ายังมีอูฐและม้าต่างอีกเป็นอันมาก

       พวกเขาตั้งกระโจม ม้าและอูฐอยู่ภายนอก กระโจมตรงกลางใหญ่กว่าทุกกระโจม สีน้ำเงิน เป็นผ้าไหมอย่างดี หัวหน้ากองคุ้มกันนำบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในกระโจมนี้ พ่อค้าทั้งห้านั่งอยู่บนเบาะนั่งปักด้วยทองหรูหรา มีทาสบริการอาหารและเครื่องดื่มอย่างดี

       “ ใครกัน ” พ่อค้าคนหนุ่มถามขึ้น

       “ ข้าพเจ้าชื่อเซลิม เบรุค ” บุรุษแปลกหน้าตอบเอง “ ข้าพเจ้ามาจากแบกแดด เดินทางไปเมกกะเพื่อแสวงบุญ ข้าพเจ้าถูกโจรจับไป สามวันต่อมาก็หลบหนีมาได้ พระผู้เป็นเจ้าโปรดนำข้าพเจ้าพ้นมาได้ และได้ยินเสียงกระดิ่งของกองคาราวานของท่าน ข้าพเจ้าจึงดั้นด้นมาทางทิศนี้เพื่อขอเดินทางไปด้วย ข้าพเจ้าขอรับรองว่าความกรุณาของท่านจะไม่มีวันสูญเปล่า หากท่านมีโอกาสไปแบกแดดข้าพเจ้าจะตอบแทนท่านอย่างดีทีเดียว เพราะข้าพเจ้าเป็นหลานของท่านวิเซียร์ผู้ใหญ่ ”

       “ พวกเรายินดีต้อนรับ เซลิม เบรุค ” พ่อค้าผู้มีอาวุโสสูงสุดกล่าวตอบ “ เรายินดีจะช่วยท่าน นั่งลงเถอะและรับประทานอาหารร่วมกับพวกเรา ”

       เซลิม เบรุค นั่งลงข้างบรรดาพ่อค้า รับประทานอาหารและดื่มอย่างกระหาย หลังอาหารทาสก็นำยาสูบมาให้พร้อมกับเหล้าตุรกีรสหวาน พวกพ่อค้านั่งเงียบๆ กันอยู่นาน สูบยาพ่นควันโขมง มองควันยาสูบลอยขึ้นไป วนไปมาแล้วก็หายไปในอากาศ

       ในที่สุดพ่อค้าหนุ่มก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า

       “ เรานั่งเฉย ๆ กันแบบนี้มาตั้งสามวันแล้ว นั่งบนหลังม้า เดินทางไกล นั่งที่โต๊ะอาหาร ไม่มีอะไรฆ่าเวลาเสียบ้างเลย น่าเบื่อมาก ข้าพเจ้าเบื่อเอือมเต็มที ปกติเมื่ออยู่บ้าน ข้าพเจ้าจะดูระบำหลังอาหาร ฟังดนตรีบรรเลงและการขับร้อง แต่อยู่ในทะเลทรายเช่นนี้ไม่มี เราจะแก้ไขความน่ารำคาญนี้ได้อย่างไรกัน ”

       พ่อค้าชราทั้งสี่สูบยาเฉย สีหน้าครุ่นคิด แต่บุรุษแปลกหน้าเอ่ยขึ้นว่า

       “ ข้าพเจ้าแนะอะไรสักอย่างเถอะ ทำไมเราไม่ผลัดกันเล่านิทานทุกครั้งที่พักเล่า เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วทีเดียว ”

       “ เซลิม เบรุค ความคิดของท่านดีทีเดียว ” อาห์เม็ดพ่อค้าอาวุโสสูงสุดเห็นด้วย “ เอาซี เรามาผลัดกันเล่านิทาน ”

       “ และเพื่อให้ยุติธรรมข้าพเจ้าจะเริ่มเล่าก่อน ” เซลิมเสนอ

       ทุกคนพอใจมาก พ่อค้าทั้งห้าขยับตัวเข้ามานั่งใกล้เซลิม เบรุค ให้เซลิมอยู่ตรงกลาง ทาสนำเครื่องดื่มและยาสูบมาเติมให้พร้อมกับถ่านจุดยา เซลิมดื่มเหล้าหวานอีกแก้วหนึ่ง ลูบเคราและเริ่มเล่านิทานเรื่อง นกกระสากาหลิบ

 

     นิทานเรื่องที่หนึ่ง

     นกกระสากาหลิบ

     เซลิม เบรุค ผู้เล่า

       บ่ายวันอากาศดีวันหนึ่ง กาหลิบชาซิดแห่งแบกแดดประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้ วันนั้นอากาศร้อนกาหลิบจึงหลับไปงีบหนึ่ง ตื่นขึ้นด้วยความสดชื่นและร่าเริง สูบยาจากกล้องไม้กุหลาบ ดื่มกาแฟที่ทาสรินถวาย กาแฟรสดีจนกาหลิบยกมือลูบเคราไปมา กาหลิบอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เวลาเช่นนี้เหมาะที่จะทูลขอสิ่งที่ตนต้องการ และท่านวิเซียร์ก็รู้ดีแก่ใจจึงมักจะมาเฝ้าในตอนบ่ายของทุกวัน

       บ่ายนี้ก็เช่นกัน ท่านวิเซียร์มาตามปกติ แต่เขาเดินหน้าละห้อยเข้ามาทีเดียวซึ่งออกจะผิดปกติอยู่ กาหลิบจึงดึงกล้องออกจากปาก

       “ ทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้นล่ะ วิเซียร์ ”

       ท่านวิเซียร์ทำความเคารพกาหลิบและทูลว่า “ เช่นนั้นหรือพระเจ้าค่ะ ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ หม่อมฉันเห็นพ่อค้าคนหนึ่งนำของมาขายที่หน้าพระราชวัง โอ้โฮ ของสวย ๆ ทั้งนั้นเลย หม่อมฉันเลยอดอยากได้ไม่ได้ สีหน้าจึงออกจะสลดไปบ้าง เท่านั้นเองพระเจ้าค่ะ ”

       กาหลิบอยากจะเอาใจท่านวิเซียร์สักหน่อย จึงให้ทาสไปตามพ่อค้าเข้ามาเฝ้า พ่อค้าตัวเตี้ยอ้วน แต่งตัวไม่ดี แต่กลับมีกล่องสินค้าเต็มไปด้วยของดี ๆ แหวน ลูกปัด ปืนด้ามประดับอย่างสวยงาม หวี ถ้วยน้ำ กาหลิบและวิเซียร์เลือกของในนั้น ในที่สุดกาหลิบชาซิดก็ซื้อปืนสำหรับพระองค์เองและวิเซียร์แมนซอร์อีกด้วย

       พ่อค้ากำลังจะปิดกล่องอยู่แล้ว กาหลิบก็เหลือบเห็นกล่องจิ๋ว ๆ ใบหนึ่ง จึงถามขึ้นว่า มีอะไรในกล่องนั้น พ่อค้าก็เปิดถวาย ภายในกล่องเล็ก ๆ อีกกล่องหนึ่ง ใส่ผงสีดำ และกระดาษจารึกข้อความเป็นภาษาที่อ่านไม่ออก

       “ หม่อมฉันได้กล่องนี้มาจากพ่อค้าคนหนึ่ง เขาพบในถนนเมืองเมกกะพระเจ้าค่ะ ” พ่อค้าทูล “ ไม่ทราบว่ามันเป็นอะไร หม่อมฉันจะขายถูก ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรได้ ”

       กาหลิบชอบสะสมต้นฉบับโบราณไว้ในห้องสมุด แม้จะอ่านไม่ออก จึงซื้อกล่องนั้นไว้ เมื่อพ่อค้าไปแล้วจึงปรึกษาวิเซียร์แมนซอร์ว่าจะมีใครอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นได้บ้าง

       “ ข้าแต่กาหลิบ มีบุรุษคนหนึ่งอาศัยอยู่ข้างสุเหร่าใหญ่ชื่อเซลิมเจ้าปัญญา เขารู้หลายภาษา ลองตามเขามาซีพระเจ้าค่ะ เขาอาจจะอ่านออก ”

       กาหลิบจึงส่งทหารไปตามเซลิมเจ้าปัญญามา “ เซลิมเจ้าได้สมญาว่าเจ้าปัญญา ฉลาดมาก ลองอ่านข้อความนี่ดูซี ถ้าอ่านได้จะได้รางวัลเสื้อใหม่อย่างดีหนึ่งชุด ถ้าอ่านไม่ออกก็เห็นจะต้องโดนหวายสักสิบสองทีฐานมีชื่อเสียงจอมปลอม ”

       เซลิมคำนับต่ำ รับคำ เขาอ่านข้อความนั้นหลายรอบจนแน่ใจ และทูลว่า

       “ ภาษาละตินแน่ ๆ พระเจ้าค่ะ เอาหัวเป็นประกันได้ ”

       “ ถ้าใช่ก็อ่านไปซิ มันว่ายังไง ”

       เซลิมแปลข้อความนั้น “ ท่านผู้พบสิ่งนี้ จงขอบใจพระผู้เป็นเจ้า ท่านได้ผงวิเศษไว้แล้ว ใครก็ตามสูดดมผงนี้เพียงนิดหน่อย ท่องคำว่า มูตาบอร์ จะสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์อะไรก็ได้ เข้าใจภาษาสัตว์ ไม่ว่านกหรือสัตว์อื่น ๆ เมื่อต้องการกลับคืนสู่ร่างเดิมก็หันไปทางทิศตะวันออก ท่องคำว่า มูตาบอร์อีก คำนับสามครั้งจะกลับคืนร่าง แต่ต้องระวังไว้อย่างหนึ่งคือขณะที่อยู่ในร่างสัตว์จะหัวเราะไม่ได้ มิฉะนั้นจะลืมคาถาและต้องคงอยู่ในรูปสัตว์นั้นตลอดกาล ”

       กาหลิบดีใจมาก บังคับให้เซลิมสัญญาว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแล้วให้เสื้อสวยชุดหนึ่ง

       “ น่าสนใจไหมล่ะ แมนซอร์ ” กาหลิบเอ่ยขึ้นกับวิเซียร์ “ การแปลงเป็นนกหรือสัตว์อื่น พรุ่งนี้มาหาข้าตั้งแต่เช้า ๆ นะ เราจะได้ออกไปเดินเล่นด้วยกัน ลองผงวิเศษ แล้วคอยฟังเสียงนกหนูมันคุยกัน ”

       เช้าวันรุ่งขึ้น กาหลิบเพิ่งแต่งองค์และเสวยมื้อเช้าเสร็จวิเซียร์ก็มาเฝ้าและพากันไปเดินเล่น กาหลิบนำผงวิเศษเหน็บไปในเข็มขัด ไล่บรรดาข้าราชบริพารอื่น ๆ ให้ไปห่าง ๆ   กาหลิบกับวิเซียร์พากันเดินห่างออกไป ทีแรกก็อยู่ในอุทยานทว่าไม่อาจหาสัตว์ท่น่าสนใจได้ วิเซียร์จึงแนะนำให้ไปนอกเมือง มีบ่อน้ำใหญ่ มีสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกกระสา วิเซียร์เห็นมันมาเป็นกลุ่ม ชอบมายืนขาเดียวหาปลากิน

       กาหลิบเห็นด้วย เมื่อไปถึงบ่อน้ำก็พบนกกระสาเดินท่องน้ำจ๋อม ๆ หากบกินอยู่ตัวหนึ่ง ปากของมันไซ้หาอาหาร บนฟ้ามีนกกระสาอีกตัวหนึ่งบินมาแต่ไกลตรงมายังบ่อน้ำนั้น

       “ ข้าแต่กาหลิบ หม่อมฉันเชื่อว่านกสองตัวนี่มันคงนัดคุยอะไรกันแน่ ๆ ทำไมเราไม่แปลงเป็นนกกระสาเล่าพระเจ้าค่ะ จะได้ฟังมันคุยกัน ”

       “ เออ ดี แต่อย่าลืมแปลงร่างเป็นคนล่ะ ไหนลองมาท่องกันให้แน่ใจซิ ถ้าต้องการกลับเป็นคนก็หันหน้าไปทางทิศตะวันออก คำนับสามครั้งแล้วท่องคำว่า มูตาบอร์ แล้วเราก็จะกลับเป็นคนตามเดิม ระวังอย่าหัวเราะ ไม่งั้นเราแย่ ”

       ขณะที่กาหลิบพูดจบ นกกระสาตัวที่สองก็ร่อนลงสู่ดิน กาหลิบดึงกล่องผงวิเศษออกมา หยิบออกมานิดหนึ่งส่งให้วิเซียร์แมนซอร์ดมมันพร้อม ๆ กับกาหลิบ ท่องคำว่า มูตาบอร์ ซึ่งหมายความว่า ข้าจะเปลี่ยนร่าง

       ขาของทั้งสองหดสั้นและเล็กเรียว สีแดง รองเท้าแตะกลายเป็นตีนนกกระสา แขนกลายเป็นปีก คอยืดยาว เคราหายไป ตัวเต็มไปด้วยขน

       “ จะงอยปากสวยจริง วิเซียร์ ” กาหลิบชม หลังจากเงียบกันไปด้วยความประหลาดใจ “ ข้าไม่เคยพบอะไรยังงี้มาก่อนเลยจริง ๆ นะ ”

       “ ขอบพระทัยที่ชมพระเจ้าค่ะ ” วิเซียร์คำนับกาหลิบ “ ส่วนพระองค์ก็ดูเป็นนกกระสาสง่างามกว่าตอนเป็นกาหลิบเสียอีก ขอประทานอภัย เราลองมาฟังดีกว่าว่านกสองตัวนั้นพูดอะไรกัน ดูซิว่าเราจะเข้าใจภาษานกได้ไหม ”

       นกกระสาตัวที่สองทำความสะอาดตีนและขน แล้วเดินไปหานกกระสาตัวแรก กาหลิบและวิเซียร์เดินเข้าไปใกล้และแอบฟังการสนทนา

       “ สวัสดี คุณขายาว ออกมาเช้าจริงนะ วันนี้ ”

       “ สวัสดีจ้ะ คุณปากแหลม ฉันออกมาหาอาหารเช้านะ อยากกินอะไรเล่าวันนี้ กิ้งก่าหรือว่าขากบ ”

       “ ไม่ละ วันนี้ฉันไม่อยากกินของพวกนี้เลย ไม่อยากกินอะไรเลยเชียว และวันนี้ฉันต้องเต้นรำต่อหน้าแขกของพ่อ ฉันอยากจะฝึกจังหวะสักหน่อย ”

       แล้วนางนกกระสาก็เริ่มต้นเต้นระบำไปรอบ ๆ ทุ่งนาจังหวะแปลก ๆ   แมนซอร์และกาหลิบเฝ้าดูอยู่ด้วยความพิศวง แต่เมื่อนางหยุดเต้น ยืนขาเดียวนิ่ง กางปีกพะเยิบ ๆ กาหลิบและวิเซียร์กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ปล่อยก๊ากออกมากว่าจะหยุดได้ก็เป็นเวลานานโข

       กาหลิบรู้สึกพระองค์ก่อน “ ตลกจัง เสียงหัวเราะของเราทำให้มันตกใจหนีไปเสียแล้ว แหม ไม่งั้นคงได้ฟังมันร้องเพลงแน่ ๆ เลยเชียว ”

       วิเซียร์นึกขึ้นได้ว่ามีข้อห้ามมิให้หัวเราะในระหว่างอยู่ในร่างแปลง จึงรีบทูลกาหลิบ

       “ พระเจ้าช่วย มันคงตลกไม่ออกหรอกนะ ถ้าข้าจะต้องกลายเป็นนกกระสาตลอดกาลน่ะ ” กาหลิบอุทาน “ วิเซียร์ จำคาถาบ้า ๆ นั้นได้ไหม ตายละ ข้านึกไม่ออกหรอก ”

       “ เราก็หันไปทางทิศตะวันออก คำนับสามครั้งและท่องคำว่า มู... ”

       ทั้งสองหันไปทางทิศตะวันออก คำนับแล้วคำนับเล่าจนจะงอยปากติดดิน แต่ก็นึกไม่ออก ได้แต่ท่องคำต้น “ มู-มู-มู ” ทั้งกาหลิบและวิเซียร์นึกคาถาไม่ออกเลย แน่ละ ทั้งสองจะต้องกลายเป็นนกกระสาไปตลอดชีวิต

       นกกระสาทั้งสองท่องไปมาตามทุ่งนาอย่างเศร้าสร้อยไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี ไม่สามารถแปลงร่างกลับเป็นคนได้ ไม่อาจกลับไปยังเมืองและบอกประชาชนว่าตนเป็นใครได้เช่นกัน ใครจะเชื่อนกกระสาซึ่งบอกว่าตนเป็นกาหลิบเล่า และถึงประชาชนพลเมืองจะเชื่อ แต่พวกเขาจะยอมให้นกกระสาเป็นกาหลิบครองบัลลังก์ปกครองพวกเขาหรือ

       ดังนั้นทั้งสองนายบ่าวจึงเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมายอยู่หลายวัน กินผลไม้เป็นอาหาร จะงอยปากยาว ๆ นั้น ทำให้กินผลไม้ไม่สะดวก แต่ก็ไม่อาจกินกบ กิ้งก่า และสัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างนกกระสาจริง ๆ ได้ และยังกลัวว่าอาหารพวกนั้นจะทำให้ท้องเสีย สิ่งเดียวที่พอปลอบใจได้บ้างก็คือบินได้ จึงสามารถบินเข้าไปในเมืองแบกแดดเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

       วันแรกเห็นความวุ่นวายในท้องถนน ประชาชนทุกข์โศกถึงกาหลิบ แต่พอวันที่สี่เมื่อนกกระสาทั้งสองเกาะอยู่บนหลังคาปราสาทก็ได้เห็นขบวนแห่สวยงามหรูหราเบื้องล่าง มีเสียงปี่กลองดังไปทั้งเมือง บุรุษหนึ่งแต่งชุดแดง ปักทอง ล้อมรอบด้วยบริวารขี่ม้าไปตามท้องถนนอย่างวางอำนาจ

       ชาวเมืองแบกแดดกว่าครึ่งเดินตามขบวนนั้นไปและตะโกนกันว่า

       “ ขอจงทรงพระเจริญ ขอให้พระเจ้ามิซรา กาหลิบแห่งแบกแดดจงทรงพระเจริญ ”

       นกกระสาทั้งสองมองหน้ากัน

       “ รู้แล้วยังล่ะว่าทำไมข้าถึงได้กลายเป็นนกกระสา วิเซียร์ ” กาหลิบชาซิดเอ่ยขึ้น “ มิซรานี่เป็นลูกของศัตรูเอกของข้า คัชนูร์ คัชนูร์เป็นผู้มีเวทมนตร์คาถาร้ายกาจ มันเคยสาบานว่าจะจองล้างข้าไปตลอดชีวิต แต่ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอมสิ้นหวังง่าย ๆ หรอกนะ เอาอย่างนี้เถอะ เจ้าเพื่อนยาก เราเดินทางไปเมืองศักดิ์สิทธิ์ดีกว่า บางทีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะช่วยอะไรเราได้บ้าง พระผู้เป็นเจ้าอาจจะช่วยเรา ”

       แล้วนกกระสากาหลิบและวิเซียร์ก็พากันบินไปยังเมืองมดินา อันเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เมืองหนึ่งของศาสนาอิสลาม

       แต่ทั้งสองไม่เคยชินกับการบิน เพราะไม่เคยมาก่อน พอบินไปได้ไม่กี่ชั่วโมง วิเซียร์ก็โอดครวญว่า

       “ ข้าแต่กาหลิบ หม่อมฉันบินไม่ค่อยไหวแล้ว พระองค์บินเร็วมาก หม่อมฉันตามไม่ค่อยทัน และนี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว เราควรจะหาที่พักในคืนนี้ ”

       กาหลิบเอออวยกับคำของวิเซียร์ ที่หุบเขาเบื้องล่างมีอาคารเก่า ๆ พอจะพักได้อยู่หลังหนึ่งจึงพากันบินไปที่นั่น เห็นเสาหินใหญ่ ห้องมากมาย แสดงว่าอาคารนั้นเคยเป็นพระราชวังมาก่อน ห้องหลายห้องยังอยู่ในสภาพดีแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีต

       กาหลิบชาซิดและวิเซียร์แมนซอร์พากันเข้าไปตามทางเดินเพื่อหาที่แห้ง ๆ พักผ่อน ทันใดท่านวิเซียร์ก็หยุดและเอ่ยขึ้นว่า

       “ ข้าแต่กาหลิบ ” วิเซียร์กระซิบ “ ออกจะเป็นเรื่องโง่ ๆ สักหน่อยสำหรับวิเซียร์ผู้ใหญ่ แม้จะเป็นนกกระสาก็เถอะพระเจ้าค่ะ ที่จะกลัวผี แต่หม่อมฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยเพราะได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ถอนใจและคร่ำครวญอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้แหละพระเจ้าค่ะ ”

       กาหลิบหยุดฟังและได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ เหมือนเสียงมนุษย์มากกว่าเสียงสัตว์ กาหลิบตั้งท่าจะเข้าไปดูว่าเสียงอะไร แต่วิเซียร์ใช้จะงอยปากดึงปีกกาหลิบไว้ ขอร้องมิให้ผลีผลามเพราะเกรงว่าจะประสบอันตรายอื่นอีก แต่กาหลิบนั้นเป็นคนกล้าหาญแม้จะอยู่ในร่างนกกระสา จึงดึงดันเข้าไปดู จนขนถูกวิเซียร์ดึงหลุดไปหลายเส้น เดินเข้าไปในทางเดินมืด ๆ จนถึงประตูซึ่งเปิดแง้มอยู่ พระองค์ได้ยินเสียงถอนหายใจ เสียงสะอื้นดังมาจากภายในนั้น จึงใช้จะงอยปากดันประตูแล้วเกาะนิ่งอยู่ที่ธรณีประตูด้วยความประหลาดใจ

       นกฮูกตัวใหญ่เกาะอยู่บนพื้นห้องอันมืดเกือบสนิท มีแสงลอดจากภายนอกผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ ซึ่งมีลูกกรงกั้นอยู่น้ำตาหยดโตไหลจากดวงตากลมใหญ่ของนกฮูก และเสียงคร่ำครวญสะอื้นดังจากปากนกนั้น แต่เมื่อเห็นกาหลิบและวิเซียร์ซึ่งตามหลังเข้ามา นกฮูกก็ร้องขึ้นด้วยความยินดี

       นางนกยกปีกสีน้ำตาล มีจุดแต้มเต็มขึ้นเช็ดน้ำตาและพูดภาษาอาหรับขึ้นด้วยเสียงไพเราะว่า

       “ สวัสดีจ้ะ ขอต้อนรับ เธอทั้งสองเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระของฉัน เพราะมีผู้ทำนายว่าวันหนึ่งจะมีนกกระสานำความสุขอันยิ่งใหญ่มาให้ฉัน ”

       กว่ากาหลิบจะหายงุนงงก็นานโข พระองค์วางท่าสง่าเท่าที่นกกระสาจะทำได้ และรับสั่งว่า

       “ แม่นางนกฮูก เท่าที่ฟังเธอว่า ฉันก็ทำได้แต่เพียงรับเธอไว้เป็นสหายยามยากเท่านั้น แต่ที่เธอหวังว่าฉันจะนำความสุขอันยิ่งใหญ่มาให้เธอได้น่ะเห็นจะผิดหวังเสียแล้ว เธอจะเข้าใจถ้ารู้เรื่องของเราดี ”

       นางนกฮูกขอร้องให้นกกระสาเล่าเรื่องทั้งหมด กาหลิบจึงเล่าเรื่อง ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงทราบอยู่แล้ว

       แล้วนางนกก็เล่าเรื่องของนางเอง

       “ เรื่องของหม่อมฉันเองนั้น ท่านลองฟังดูเถอะแล้วคิดเอาเองว่า หม่อมฉันน่ะมีความทุกข์พอ ๆ กับท่านหรือไม่ พระบิดาของหม่อมฉันเป็นพระราชาแห่งอินเดีย และหม่อมฉันเป็นธิดาองค์เดียวของท่าน ชื่อลูสา เจ้าคัชนูร์เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์นี้ของหม่อมฉันเช่นกัน มันมาขอหม่อมฉันให้มิซราลูกชายของมัน แต่พระบิดาทรงมีอารมณ์รุนแรง คิดดูซี เจ้าคัชนูร์มาขอพระธิดากษัตริย์อินเดีย มันบังอาจแค่ไหน พระบิดาจึงให้ทหารจับมันโยนออกไปนอกปราสาท แต่คัชนูร์ไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ มันพยายามหาทางเข้าใกล้หม่อมฉัน วันหนึ่งหม่อมฉันอยู่ในสวน หม่อมฉันเรียกคนใช้ให้เอาน้ำมาให้ดื่ม มันปลอมตัวเป็นคนใช้ เอาน้ำมาให้ดื่ม และหม่อมฉันก็กลายร่างเป็นนกฮูกอย่างนี้แหละ หม่อมฉันสลบไปด้วยความตกใจ มันจับหม่อมฉันมาไว้นี่ และสาปหม่อมฉันว่า “ อยู่ที่นี่แหละนะ เจ้าหญิง นางจะต้องอยู่ที่นี่ เป็นสัตว์ที่แม้สัตว์อื่นก็เบือนหน้าหนี จนกว่าจะถึงวันตาย หรือมิฉะนั้นก็มีคนขอแต่งงานกับนางทั้งที่นางหน้าตาน่าเกลียดอย่างนี้แหละด้วยความเต็มใจ ข้าแก้แค้นนางและเจ้าพ่อที่หยิ่งยโสของนางด้วยวิธีนี้แหละ นางคนสวย ” หลายเดือนผ่านมาแล้ว หม่อมฉันต้องอยู่ที่นี่เหมือนฤาษี ตัดขาดจากโลกภายนอกตามลำพัง และเป็นทุกข์ สัตว์ทั้งหลายเกลียดกลัว ไม่สามารถเห็นโลกภายนอกอันสวยงามได้ เพราะนกฮูกมองกลางวันไม่เห็น กว่าจะมองอะไรเห็นก็พระจันทร์ขึ้นแล้ว ”

       นางนกเช็ดน้ำตาด้วยปีก ขณะเล่าเรื่องของนาง

       กาหลิบฟังเรื่องนี้อย่างครุ่นคิด “ ถ้าคิดไม่ผิดนะ ความทุกข์ของเจ้าหญิงและหม่อมฉันนี่จะต้องมีอะไรเกี่ยวพันกันแน่ ๆ โชคชะตาของเราทั้งสอง แต่ว่าอะไรเล่าเราจะรู้ได้อย่างไร ”

       “ หม่อมฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน กาหลิบ ” เจ้าหญิงนกฮูกตอบ “ เมื่อหม่อมฉันยังเด็กอยู่ มีผู้วิเศษทำนายไว้ว่าหม่อมฉันจะได้พบนกกระสาซึ่งจะนำความสุขอันยิ่งใหญ่มาให้ และหม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันรู้ว่าเราอาจจะช่วยตัวเราได้อย่างไร ”

       กาหลิบชาซิดสงสัยในวาจาของนาง

       “ ทุกเดือน คัชนูร์พ่อมดผู้ร้ายกาจจะแวะมาที่นี่เดือนละครั้ง ในปราสาทนี้มีห้องใหญ่ ไม่ไกลจากห้องนี้มากนัก มันจะพาเพื่อนมากินเลี้ยงกันที่นั่น หม่อมฉันมักจะได้ยินมันคุยกันถึงเรื่องร้ายกาจต่าง ๆ ที่พวกมันทำไว้ บางทีคัชนูร์อาจจะเผลอเอ่ยคาถานั่นขึ้นมาบ้าง ” เจ้าหญิงอธิบาย

       “ เจ้าหญิงที่รัก ” กาหลิบเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ มันจะมาเมื่อไร บอกหน่อยเถิด แล้วห้องกินเลี้ยงนั้นอยู่ไหน ”

       นางนกฮูกเงียบไปนาน ไม่ยอมตอบ แต่แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า

       “ อย่าโกธรเลยนะ หม่อมฉันจะบอกก็ต่อเมื่อทรงสัญญาข้อหนึ่ง ”

       “ อะไรเล่า เอาเถิด เราจะให้สัญญากับนาง อะไรก็ได้ทุกอย่างเลย ”

       “ หม่อมฉันต้องการพ้นคำสาปนี้เหมือนกัน แต่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ท่านคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับหม่อมฉันเท่านั้น ” นางนกอธิบาย

       นกกระสาอึ้งไปกับข้อตกลงนั้น กาหลิบชำเลืองมองวิเซียร์ให้ถอยออกไปพร้อมกับพระองค์ เมื่อพ้นห้องนั้นกาหลิบก็กระซิบกับวิเซียร์ว่า

       “ วิเซียร์ ข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี่มันออกจะน่าคิดอยู่นะ แกแต่งงานกับนางก็แล้วกันนะ ”

       “ โธ่ จะได้ยังไง ” วิเซียร์โอด “ เมียของหม่อมฉันจะได้ข่วนหม่อมฉันตาหลุดปะไร เมื่อเรากลับไปถึงบ้าน และข้อสำคัญ หม่อมฉันเป็นคนแก่ ผิดกับพระองค์ซึ่งเป็นหนุ่ม และยังไม่ได้แต่งงาน ย่อมเหมาะกับเจ้าหญิงสาว ๆ สวย ๆ มากกว่าหม่อมฉัน ”

       “ มันก็จริงหรอก แต่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่านางน่ะสาวสวย ” กาหลิบพึมพำ ปีกหรุบ “ โธ่ เราน่ะไม่มีทางเลือกเลยเรอะนี่ ”

       ทั้งสองเดินเถียงกันอยู่อีกครู่หนึ่ง แต่เมื่อกาหลิบทรงเห็นว่าท่านวิเซียร์ยอมเป็นนกกระสามากกว่าจะแต่งงานกับนางนกฮูก ก็เลยยอมแพ้ ต้องยอมเสี่ยงพระองค์เอง นางนกฮูกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และบอกว่าทั้งสองมาถูกเวลาแล้วเพราะพ่อมดคัชนูร์คงมาที่ปราสาทในคืนนั้นเอง

       แล้วนางก็พานกกระสาทั้งสองไปยังห้องกินเลี้ยง ผ่านทางเดินมืด ๆ ไปจนสุดทางจึงได้เห็นแสงสว่างลอดออกมาจากรอยแตกที่กำแพง เมื่อลอดช่องลมเข้าไปจึงเห็นห้องใหญ่ประดับประดาหรูหรา จุดเทียนไขแท่งใหญ่สว่าง ตะเกียงสีสันนานา กลางห้องมีโต๊ะกลม บนโต๊ะมีอาหารนานาชนิด รอบโต๊ะมีเก้าอี้นวมรูปโค้งล้อมโต๊ะ มีบุรุษแปดนายนั่งอยู่ นกกระสาจำได้ทันทีว่าคนหนึ่งคือพ่อค้าเร่ซึ่งนำผงวิเศษไปขายที่ปราสาทเมืองแบกแดดนั่นเอง

        คนที่นั่งถัดจากพ่อค้าเร่ถามพ่อค้าเร่ถึงผลงานที่ได้กระทำไป พ่อค้าเร่ก็เล่าเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องของกาหลิบด้วย

       “ คาถาอะไรหรือที่กาหลิบลืมน่ะ ” พวกวายร้ายคนหนึ่งถามขึ้น

       “ คำภาษาละตินคำเดียวเท่านั้นเอง มูตาบอร์ ”

       เมื่อได้ยินดังนั้นกาหลิบและวิเซียร์ดีใจจนเนื้อเต้น รีบวิ่งก้าวยาว ๆ ออกจากปราสาทนั้นเท่าที่ขาของนกกระสาจะพาไปได้ นางนกฮูกตามแทบไม่ทันทีเดียว เมื่อออกมาภายนอกปราสาท กาหลิบก็รับสั่งขึ้นกับนางนกฮูกว่า

       “ หม่อมฉันเป็นหนี้บุญคุณเจ้าหญิงมาก เจ้าหญิงช่วยชีวิตเราทั้งสองไว้ หม่อมฉันจะแต่งงานกับนางด้วยความเต็มใจยิ่ง เพื่อแสดงความขอบพระทัยในทุกสิ่งที่นางช่วยเรา ”

       แล้วกาหลิบก็หันไปทางทิศตะวันออก คำนับสามครั้ง เวลานั้นพระอาทิตย์เริ่มขึ้นพ้นขอบฟ้าแล้ว เอ่ยคำว่า มูตาบอร์ เพียงชั่วพริบตา ทั้งกาหลิบและวิเซียรก็กลับเป็นมนุษย์ ทั้งนายบ่าวตื่นเต้น กระโดดกอดกันด้วยความปีติ ทั้งร้องไห้หัวเราะในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อหันไปรอบ ๆ ก็ยิ่งประหลาดใจตื่นเต้นเพราะ หญิงสาวสวยน่ารัก แต่งตัวสวยงามยืนอยู่ตรงหน้า

       นางยิ้มและส่งมือให้กาหลิบ

       “ จำนกฮูกของพระองค์ไม่ได้แล้วหรือเพคะ ”

       กาหลิบตกหลุมเสน่ห์ความงามและความสง่าของนางในทันที พระองค์รับสั่งในภายหลังเสมอว่า วันที่เป็นนกกระสานั้นมีอยู่วันหนึ่งที่พระองค์เป็นสุขที่สุดในชีวิต

       ทั้งสามออกเดินทางกลับกรุงแบกแดด กาหลิบพบว่าสมบัติทุกอย่างในกระเป๋าเสื้ออยู่ครบ ทั้งเงินทองและผงวิเศษแปลงร่าง จึงสามารถซื้อสิ่งของที่ต้องการได้จากหมู่บ้านแรกที่ไปถึง

       ไม่ช้านักก็ถึงประตูเมืองแบกแดด ผู้คนพากันประหลาดใจที่กาหลิบกลับมา เพราะนึกว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว และดีใจกันมากที่พระราชาอันเป็นที่รักยิ่งจะกลับมาปกครองพวกเขาอีก เมื่อทราบเรื่องร้ายกาจที่คัชนูร์บิดาของมิซราทำขึ้น พวกทหารและประชาชนก็พากันบุกพระราชวัง จับมิซราไว้พร้อมทั้งบิดาของเขา กาหลิบให้นำคัชนูร์ไปแขวนคอที่ห้องในปราสาทร้างที่เจ้าหญิงเคยอยู่เมื่อสมัยเป็นนกฮูก ส่วนมิซราไม่ทราบเรื่องที่บิดาก่อขึ้น กาหลิบจึงให้เลือกเอา ระหว่างการสูดดมผงวิเศษแปลงร่างกับความตาย มิซราเลือกเอาชีวิตรอด วิเซียร์ส่งผงยานั้นให้มิซราสูดดม กาหลิบสาปเขาให้กลายเป็นนกกระสาแล้วนำไปขังกรงไว้ในอุทยาน

       กาหลิบและเจ้าหญิงอยู่ด้วยกันมาอย่างมีความสุขเป็นเวลาหลายปี มีโอรสธิดาหลายองค์ เวลาที่ทุกคนมีความสุขที่สุดคือเวลาที่วิเซียร์มาเฝ้าในตอนบ่าย บางวันกาหลิบอารมณ์ดีถึงกับทำท่าเป็นนกกระสาล้อวิเซียร์ คุยกันถึงเรื่องความหลัง กาหลิบจะทำท่าผงกหัวคำนับและร้องคำว่า มู-มู-มู- ซ้ำ ๆ กัน แต่ถ้ากาหลิบล้อเขานานนัก วิเซียร์จะทูลขู่ว่าเขาจะทูลพระราชินีถึงเรื่องที่เคยถกเถียงกันนอกห้องนางนกฮูกเมื่อสมัยก่อนโน้น ก็เรื่องที่เกี่ยงกันว่าใครจะแต่งงานกันนางนกฮูกนั่นแหละ การเล่นล้อกันนี้พระราชินีและเจ้าหญิงเจ้าชายองค์น้อย ๆ ชอบกันมาก

       เซลิม เบรุคจบนิทานของเขาลงแล้ว บรรดาพ่อค้าพออกพอใจกันมาก

       “ เวลาบ่ายนี้ผ่านไปเร็วจริงนะ ” พ่อค้าคนหนึ่งพูดขึ้น “ ตอนนี้ลมชักเย็นแล้ว เราคงออกเดินทางกันได้แล้วละกระมัง ”

       ทุกคนเห็นด้วย พวกทาสช่วยกันเก็บกระโจมและออกเดินทางเป็นแนวยาวเหยียดเช่นในตอนเช้า กองคาราวานเดินทางตลอดคืนเพราะเวลากลางวันอากาศร้อนนัก ส่วนเวลากลางคืนลมพัดเย็นและมีแสงดาวส่องสว่างพอ พอใกล้รุ่งเหนื่อยกันนักจึงหยุดพัก กางกระโจมเพื่อหลับนอน พ่อค้ารับรองแขกแปลกหน้าอย่างดี เหมือนอยู่ในบ้านของเขาเองเลยทีเดียว

       เมื่อตื่นขึ้นอากาศร้อนมาก จึงตกลงพักผ่อนต่อคอยเวลาเย็นจึงออกเดินทาง ระหว่างเวลาอาหาร พ่อค้าทั้งห้าและแขกก็ล้อมวงกันในกระโจม รับประทานอาหารพอเสร็จ พ่อค้าหนุ่มก็เอ่ยกับอาห์เม็ด ผู้อาวุโสสูงสุดว่า

       “ เมื่อวันวานท่านเซลิม เบรุค แขกของเราได้เล่านิทานไปแล้ว วันนี้ท่านคงจะเล่ากระมัง อาจจะเป็นการผจญภัยของท่านเอง หรือเทพนิยายก็ได้ ”

       อาห์เม็ดนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำขอนี้ คล้ายจะคิดว่าจะเล่าเรื่องอะไรดี ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า

       “ เพื่อนรัก ท่านทุกคนเป็นผู้ที่เราไว้วางใจมาตลอดการเดินทางนี้ ส่วนเซลิมก็เป็นแขกของเรา ดังนั้นข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งหนึ่งของข้าพเจ้าเองให้ท่านฟัง เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังนักหรอก ”

จบตอนที่ 1 :
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com