| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่สอง
    " เรือปีศาจ "
  • เรื่องเล่าของอาห์เม็ด พ่อค้าซึ่งมีอาวุโสสูงสุด ผู้เล่า
ตอนที่ ๒
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :

 

      บิดาของข้าพเจ้ามีร้านเล็ก ๆ อยู่ในเมืองบัลซอรา ท่านไม่รวยนักแต่ก็ไม่ถึงกับยากจน เพียงแต่ท่านไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย เพราะเกรงว่าจะต้องสูญเสียเงินทองที่พอมีอยู่บ้าง ข้าพเจ้าจึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างธรรมดา ๆ ที่สุดและช่วยงานในร้านเท่าที่จะทำได้ เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 18 ปี ท่านบิดาเกิดคิดยอมเสี่ยงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่ยังไม่ทราบผล ท่านก็สิ้นชีวิตไปเสียก่อน แน่ละไม่ต้องสงสัยเพราะท่านเกิดความกลัวจับจิต ว่าจะต้องสูญเงินพันเหรียญทองไปในการค้าทางทะเล

       ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านควรเลือกเวลาตายถูกต้องแล้วเพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ข่าวก็มีมาว่าเรือสินค้าของท่านจมลงกลางมหาสมุทร ข้าพเจ้าเองไม่เสียอกเสียใจเท่าไรนักเพราะอายุยังน้อย ยังมีโอกาสอีกมาก ข้าพเจ้าขายสมบัติทุกอย่างที่มีและออกเดินทางไปเผชิญโชคในต่างแดน มีคนใช้ชราตามไปด้วยคนหนึ่ง ชื่ออิบราฮิม อิบราฮิมไม่ยอมจากข้าพเจ้าไป ไม่ว่าข้าพเจ้าจะไปไหน

       เราออกเดินทางทางทะเล ข้าพเจ้าลงเรือที่ท่าเมืองบัลซอรา เรือนี้จะเดินทางไปอินเดีย แต่เมื่อเดินทางไปได้สิบห้าวัน กัปตันเรือก็แจ้งว่าจะมีพายุใหญ่ สีหน้าของกัปตันเคร่งขรึมราวกับเขาไม่แน่ใจว่า จะสามารถนำเรือพ้นพายุร้ายนี้ไปได้ เขาออกคำสั่งให้ลดใบเรือและแล่นเรือไปช้า ๆ ตอนกลางคืนอากาศเย็นท้องฟ้าสว่างแจ่มใส กัปตันเองก็เริ่มสงสัยว่าตนเห็นจะทำนายเรื่องพายุพลาดไปแล้ว

       แต่ทันใดเราก็เห็นเรือลำหนึ่งแล่นใบผ่านหน้าเรือของเราไปอย่างใกล้ชิด เราได้ยินเสียงหัวเราะเสียงตะโกนดังมาจากเรือลำนั้น ดูน่าประหลาดที่พวกเขาหัวเราะอยู่ได้ทั้งที่พายุกำลังจะมา แต่กัปตันซึ่งยืนอยู่ข้างข้าพเจ้าหน้าซีดเผือด

       “ พินาศแล้ว เรือมรณะแล่นมาทางเรา โอ ! เรือปีศาจ ” ...................

       ข้าพเจ้ายังไม่ทันจะถามว่าเขาหมายความอย่างไร บรรดากะลาสีก็พากันวิ่งมา ทุกคนร้องไห้คร่ำครวญกันยกใหญ่

“ เห็นเรือนั่นไหม ” พวกเขาร้อง “ เห็นไหมพวกเราพินาศแน่แล้ว ”

       กัปตันบังคับเรือเองในเวลานั้น ปากก็สวดมนต์ดังลั่นแต่ไร้ผล พายุมาอย่างรวดเร็วเพียงชั่วโมงเดียวเรือก็เริ่มอับปาง กัปตันให้นำเรือเล็กลง เมื่อทุกคนลงเรือเล็กได้แล้ว เรือใหญ่ก็จมลับหายไปจากสายตา ข้าพเจ้าและบรรดากะลาสีก็ถูกคลื่นพัดพาไปตามยถากรรม

       เคราะห์ของเรายังไม่สิ้นสุด พายุพัดจัดจนเราไม่สามารถบังคับเรือได้ อิบราฮิมเกาะข้าพเจ้าไว้แน่น ตั้งใจไว้ว่าจะไม่มีวันทิ้งกันไป

       พอเช้า มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ถนัดตา พายุก็พัดเอาเรือของเราคว่ำลง ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นกะลาสีเรือเหล่านั้นอีกเลย ข้าพเจ้าสลบไปฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งพบว่าอยู่ในอ้อมแขนของอิบราฮิม เขาสามารถพลิกเรือขึ้นได้ และลากข้าพเจ้าไปไว้ในเรือกับเขาสำเร็จ

       พายุสงบแล้ว ไม่เห็นเรือของพวกเราสักลำ แต่เห็นเรืออีกลำหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ คลื่นพัดเราเข้าไปใกล้มัน ข้าพเจ้าจำได้ทันทีว่าคือเรือลำที่แล่นผ่านเราไปเมื่อคืน เรือมรณะซึ่งทำให้กัปตันและลูกเรือกลัวจนขาดสติ ข้าพเจ้ารู้สึกหวาด ๆ เพราะความกลัวของกัปตันนั้นได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว เรือลำนั้นดูเหมือนปราศจากผู้คน เสียงเมื่อคืนหายไปหมด แม้ข้าพเจ้าและอิบราฮิมจะตะโกนเรียกก็ไม่มีใครโผล่หน้ามาให้เห็น ข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบลักษณะเรือลำนี้นัก แต่มันเป็นความหวังเดียวของเราที่จะรอดชีวิตไปได้ ข้าพเจ้าต้องขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าอย่างยิ่ง

       มีบันไดเชือกทอดอยู่ข้างเรือ เราเข้าไปใกล้ ใช้มือและเท้าพุ้ยน้ำให้เรือลำเล็กของเราไปเทียบข้างบันไดเชือกและเกาะไว้ ข้าพเจ้าตะโกนเรียกอีกแต่ไม่มีเสียงตอบตามเคยเราจึงคิดว่าขึ้นไปบนนั้นเลยจะดีกว่า ข้าพเจ้าขึ้นไปก่อนเมื่อขึ้นไปถึงบนดาดฟ้าก็ตาค้างกับภาพที่ได้เห็น คนสักยี่สิบคนเห็นจะได้แต่งตัวแบบแขกตุรกีนอนตายอยู่บนนั้น ดาดฟ้ามีแต่รอยเลือด ที่เสากระโดงมีชายคนหนึ่งยืนพิงอยู่ เขาแต่งตัวดี มือถือดาบ หน้าซีดเผือด เมื่อพินิจอีกครั้งจึงเห็นว่ามีตะปูตัวใหญ่ตอกที่หน้าผากของเขาติดไว้กับเสากระโดงเรือ

       ข้าพเจ้าแทบเข่าอ่อนด้วยความสยองนั้น แทบไม่กล้าหายใจ เมื่ออิบราฮิมขึ้นมาเขาก็ตะลึงกับสภาพของดาดฟ้าเรือ เราสวดมนต์หลายบทจึงกล้าเดินไปบนนั้น ทุกย่างก้าวเราจะมองไปรอบๆ เพื่อดูว่าไม่มีอะไรน่ากลัวอีก เรากลัวว่าจะได้เห็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้น แต่ทุกสิ่งคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มีร่องรอยของชีวิตหลงเหลืออยู่เลย

       เราพูดกันด้วยเสียงกระซิบ เพราะกลัวว่ากัปตันเรือที่ถูกตอกตะปูติดไว้กับเสากระโดงจะหันหน้ามาทางเราได้ หรือคนตายคนใดคนหนึ่งจะขยับตัวลุกขึ้น ในที่สุดเราก็พบทางลงไปในเรือ เรามองหน้ากันเหมือนจะปรึกษาแต่ไม่กล้าเอ่ยวาจา

       “ นายครับ ” คนรับใช้ของข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นในที่สุด “ มีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่นี่ แต่ถึงในเรือจะมีฆาตกรสักโหลคน เราก็ควรเสี่ยงเผื่อว่าพวกเขาจะมีความกรุณาบ้าง ดีกว่าอยู่บนดาดฟ้านี่กับศพอีกสักนาทีเดียวนะครับนาย ”

       ข้าพเจ้าก็คิดเช่นเดียวกับเขา จึงรวบรวมความกล้าไต่ลงไปข้างล่าง ข้างล่างเงียบกริบมีแต่เสียงฝีเท้าของเราลงบันได เราไปห้องพัก ข้าพเจ้าแนบหูเงี่ยฟัง แต่ไม่มีเสียงอะไร จึงเปิดประตูเข้าไปข้างใน

       ในห้องนั้นรกไปหมด เสื้อผ้าและดาบโยนทิ้งไว้เกลื่อน ลูกเรือและกัปตันคงจะได้เข้ามาเมากันในนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง ถ้วยเหล้ายังวางไว้ระเกะระกะ เราเดินไปในเรือ สำรวจไปเรื่อยๆ พบผ้าไหม ไข่มุก น้ำตาล และของมีค่าอื่นๆ มากมาย

       ข้าพเจ้ายินดีมาก เมื่อไม่มีใครในเรือนี้ เราก็ควรนำเรือและสมบัติเหล่านี้ไปขึ้นบก และยึดไว้เป็นของเรา อิบราฮิมสงสัยว่าเรือจะอยู่ห่างฝั่งมาก เราจะไม่อาจนำเรือไปถึงฝั่งได้โดยไม่มีคนช่วย

       เรารับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มดีๆ ที่มีอยู่ในเรือนั้น แล้วกลับขึ้นไปบนดาดฟ้าอีก มองแล้วยังสยองไม่หาย เราตัดสินใจว่าจะโยนศพทิ้งทะเลให้หมด

       แต่อนิจจาเราได้พบว่าเราไม่สามารถขยับเขยื้อนศพได้แม้แต่ศพเดียว เหมือนกับว่ามันติดกับพื้นกระดานเรือ ราวถูกสาป หากว่าจะยกศพออกเราจะต้องรื้อกระดานทิ้งไปด้วยแต่เราไม่มีเครื่องมือ เราไม่อาจเอากัปตันออกจากเสากระโดงเรือได้ แม้แต่จะดึงดาบออกจากมือเขาก็ยังไม่ได้ เราจึงได้แต่นั่งเป็นทุกข์อยู่ตลอดวัน เมื่อตกกลางคืนข้าพเจ้าและอิบราฮิมจึงคิดว่าจะต้องนอนหลับพักผ่อนเสียที ข้าพเจ้าให้อิบราฮิมไปนอน ก่อนข้าพเจ้าเองจะอยู่เฝ้าดูดาดฟ้าเผื่อว่าจะพบเรือที่ไหนผ่านมา จะได้ขอความช่วยเหลือได้

       พอพระจันทร์ขึ้น คงจะราวห้าทุ่ม ข้าพเจ้าเดาเองจากการดูดาว ข้าพเจ้าเหนื่อยมากจึงนอนลงบนพื้นดาดฟ้าหลังถังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ข้าพเจ้าเพิ่งเคลิ้มไปหน่อยเดียวเพราะยังได้ยินเสียงคลื่นกระทบข้างเรือ เสียงใบเรือสั่นเมื่อกระทบแรงลม

       ข้าพเจ้าผวาตื่น คิดว่าได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่บนดาดฟ้าเรือ ข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆ อำนาจลึกลับบังคับข้าพเจ้าไว้ ขยับตัวไม่ได้ แม้แต่จะลืมตาก็ยังไม่ได้ เสียงนั้นดังชัดทุกที ดังราวกับว่าลูกเรือทั้งลำขึ้นมาชุมนุมกันบนดาดฟ้า คุยเล่นสนุกกันอย่างร่าเริง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงต้นหนสั่งงาน เสียงใบเรือถูกชักขึ้นรับลมแรง แต่เมื่อเสียงจางไปข้าพเจ้าก็หลับไปอีกครั้งหนึ่ง หลับสนิทกว่าเดิม กระนั้นข้าพเจ้าก็คิดว่าได้ยินเสียงดาบกระทบกัน

       ข้าพเจ้าหลับไม่ตื่นจนกระทั่งตะวันโด่งส่องหน้า ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ พายุ เรือ คนตาย แต่เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินเมื่อคืนคล้ายกับความฝัน แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบสภาพบนดาดฟ้าเหมือนเดิม ข้าพเจ้าหัวเราะให้กับความฝันบ้าๆ และลงไปดูอิบราฮิม

อิบราฮิมนั่งอยู่ในห้องข้างล่าง กำลังคิดอะไรอยู่เมื่อเห็นข้าพเจ้าเขาก็ร้องขึ้นว่า

       “ นายครับ ผมอยากจมน้ำตายมากกว่าอยู่บนเรือผีนี่อีกแม้แต่คืนเดียว ”

       ข้าพเจ้าถามสาเหตุเขา

       “ ผมหลับไปได้สักสองสามชั่วโมงก็ตื่นขึ้น ได้ยินเสียงคนวิ่งไปมาอยู่บนดาดฟ้าข้างบน ทีแรกก็นึกว่านายแต่ว่าฟังไปฟังมาเสียงคนตั้งยี่สิบเป็นอย่างน้อย ผมได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันแล้วก็ตะโกนใส่กัน ในที่สุดก็มีเสียงคนลงบันไดไป ตอนนั้นผมครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมเห็นเจ้าคนที่ถูกตอกตะปูอยู่กับเสากระโดงนั่นแหละครับนายนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารตรงนั้น กินอาหารแล้วก็ดื่มเหล้า แล้วผู้ชายชุดแดงที่อยู่ข้างเสากระโดงบนดาดฟ้าก็นั่งอยู่ข้างๆ เขา ดื่มเหล้ากัน

       เรื่องของคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของผมทำให้ผมอึดอัดใจมาก ไม่ผิดแล้ว ผมเองก็ได้ยินเสียงคนตายเหล่านั้นกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเรื่องร้ายกาจมากที่จะต้องเดินทางท่ามกลางคนเหล่านั้น

       อิบราฮิมนั่งเฉย ครุ่นคิดอีกนานแล้วก็ร้องขึ้นว่า “ รู้แล้วล่ะ ”

       ไม่มีอะไรมากหรอกเพียงแต่เขานึกขึ้นได้ว่าปู่ของเขาเคยสอนสวดมนต์ป้องกันคำสาปให้เขาและเขายังจำบทสวดนี้ได้ นอกจากปู่แล้วยังมีปราชญ์คนหนึ่ง นักเดินทางคนหนึ่งสอนเขาไว้ บทสวดจะป้องกันคำสาป ผีสางและไสยศาสตร์ทุกชนิด อิบราฮิมสาบานว่าเขาสามารถป้องกันเรามิให้หลับเหมือนถูกสะกดเช่นเมื่อคืนนี้อีกโดยการท่องบทสวดจากพระคัมภีร์

       ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับเขา เราจึงรอเวลาค่ำอยู่อย่างกระวนกระวายทั้งที่ตัวสั่นด้วยความกลัว ข้างห้องกัปตันมีห้องเล็กๆ อีกห้องหนึ่ง เราเข้าไปซ่อนอยู่ในนั้น เราเจาะรูหลายรูที่ประตูใหญ่พอให้มองเหตุการณ์ในห้องข้างเคียงถนัดตา เราปิดประตูแน่นหนา อิบราฮิมเขียนพระนามของพระศาสดาเพื่อป้องกันผีไว้ที่มุมห้องทั้งสี่มุม

       พอใกล้ห้าทุ่มข้าพเจ้าก็เริ่มง่วงอีก อิบราฮิมเตือนให้ข้าพเจ้าสวดมนต์และคอยปลุกไม่ยอมให้หลับไปได้ พอได้เวลาชาวเรือปีศาจก็ตื่นขึ้นอีก ข้าพเจ้าได้ยินพวกเขาอยู่เหนือหัว ได้ยินเสียงเชือก เสียงฝีเท้าลงบันไดมา เสียงคนหลายคนคุยกันลั่น เรานั่งงงอยู่หลายนาทีจึงได้ยินเสียงคนเดินเข้าไปในห้องกัปตัน อิบราฮิมเริ่มท่องบทสวดมนต์พิเศษที่ปู่สอนเขา เพื่อแก้คำสาป

       ข้าพเจ้ายอมรับว่ากลัวมากเพราะไม่ค่อยเชื่อว่าคาถาจะศักดิ์สิทธิ์พอ ข้าพเจ้าขนหัวลุกเมื่อมองผ่านรูที่เจาะไว้ เห็นชายร่างสูงสง่า แต่งตัวดี ที่ถูกตอกตะปูติดอยู่กับเสากระโดงเดินเข้ามาในห้อง ตะปูยังติดอยู่ที่หน้าผาก แต่ดาบของเขาอยู่ในฝักเรียบร้อย มีชายอีกคนหนึ่งเดินตามหลังเข้ามา ชายคนนี้แต่งตัวไม่ดีเท่าคนแรก แต่แน่นอนทีเดียวเขาเป็นคนคนหนึ่งที่นอนตายอยู่บนดาดฟ้าเรือ ชายคนแรกต้องเป็นกัปตันเรือ หน้าขาวซีดหนวดดำ เขาค้นในห้องด้วยดวงตาเหี้ยมเป็นประกาย ข้าพเจ้าเห็นหน้าเขาถนัดเมื่อเขาเดินเข้าไปในห้อง ผ่านประตูที่เราเจาะรูไว้ เขาไม่ได้มองประตูที่เราเจาะรูนั้น ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะ พูดกันด้วยภาษาที่ข้าพเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง แต่เสียงชักดังขึ้นทุกที และกลายเป็นทะเลาะกัน ในที่สุดกัปตันก็ทุบโต๊ะดังปัง ทำให้ห้องทั้งห้องแทบสะเทือนด้วยเสียงนั้น เขาหัวเราะเสียงดังก้อง ชายอีกคนลุกขึ้น ทำท่าให้กัปตันตามเขาไป กัปตันยืนขึ้น ชักดาบออกจากฝัก และพากันออกไปจากห้อง

       เมื่อทั้งสองไปแล้วเราค่อยหายใจทั่วห้อง แต่เหตุการณ์ร้ายยังไม่หมดไป เสียงบนดาดฟ้าเรือดังขึ้นอีก เราได้ยินเสียงคนวิ่งและตะโกนทะเลาะกัน เสียงหัวเราะ เสียงกรีดร้อง เสียงดังจนเราคิดว่าดาดฟ้านั้นอาจจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ เสียงดาบกระทบกัน เสียงตะเบ็ง แล้วก็เงียบไป เราค่อยๆ แอบขึ้นไปบนดาดฟ้า เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายชั่วโมง เราก็พบว่าทุกอย่างเป็นเหมือนกลางวัน คนตายทุกคนนอนอยู่ในที่เดิม ไม่มีผิดเพี้ยน และแข็งราวกับเสา

       เราต้องอยู่ในเรือนั่นอีกหลายวัน ทุกคืนต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหมือนกัน เราเดินเรือไปทางทิศตะวันออกซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าแผ่นดินจะต้องอยู่ทางนั้น แต่เราจะเดินทางไปได้ไกลสักเพียงไรก็ตามในเวลากลางวัน พอตกกลางคืนก็ดูเหมือนเรือจะกลับมาอยู่ที่เดิมทุกครั้ง พอตื่นเช้าขึ้นมาเรือนั้นก็กลับมาอยู่ที่จุดตั้งต้น

       เราคิดได้เพียงประการเดียวก็คือคนตายเหล่านั้นแล่นเรือกลับมาในตอนกลางคืนเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เราจึงคิดแก้ไขด้วยการถอดใบออกหมดก่อนค่ำ บนใบเรือทุกใบเราเขียนพระนามพระศาสดาและบทสวดป้องกันผีของอิบราฮิมไว้เช่นเดียวกับที่เราเขียนไว้ในประตูห้องที่เราซ่อนตัวอยู่และคอยดูว่าวันต่อมาจะเป็นเช่นไร

       คืนนั้นเสียงดังตึงตังดูจะดังกว่าทุกคืน แต่ตอนเช้าใบเรือทุกใบยังคงม้วนอยู่ที่เดิม ไม่มีใครแตะต้องเราจึงกางใบแล่นใบเข้าหาฝั่งได้ ห้าวันต่อมาเราเดินทางมาได้ไกลโข

       เช้าวันที่หก เราเห็นแผ่นดินอยู่ไม่ไกลจากสายตานัก เราสวดมนต์ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าและพระศาสดาของเราในการที่ได้โปรดช่วยชีวิตเราไว้ได้อย่างประหลาด วันนั้นและคืนต่อมาเราแล่นเรือเลียบฝั่ง และเช้าวันที่เจ็ดเราก็มองเห็นเมืองอยู่ไม่ไกลนัก เราจึงทอดสมอ จอดเรือด้วยความลำบากเล็กน้อย เราหย่อนเรือเล็กลง แล้วพายเข้าฝั่ง ครึ่งชั่วโมงต่อมาเราก็ไปถึงปากแม่น้ำและขึ้นฝั่งได้

       ที่ประตูเมือง เราได้ทราบว่าเรามาถึงเมือง เมืองหนึ่งของอินเดีย ไม่ไกลจากจุดเริ่มต้นลงเรือลำแรกของข้าพเจ้า เราหาที่พักและพักผ่อนพอสบายตัว แล้วจึงไปถามหานักปราชญ์จากเจ้าของที่พัก ข้าพเจ้าพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าข้าพเจ้าต้องการคนที่รู้เรื่องไสยศาสตร์ดี เจ้าของที่พักจึงพาข้าพเจ้าไปที่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ในถนนนอกเมือง และเคาะประตูเรียกเจ้าของบ้าน ข้าพเจ้าเข้าไปในบ้านและถามหามูเล่ย์ ตามที่ได้รับคำแนะนำมา

       มูเล่ย์เป็นชายชราร่างเล็ก หนวดขาว จมูกยาว เขาถามว่าข้าพเจ้าต้องการอะไร ข้าพเจ้าจึงแจ้งให้ทราบว่าข้าพเจ้าต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับคนตาย และวิธีที่จะนำเขาลงจากเรือ

       มูเล่ย์คิดว่าคนเหล่านั้นคงต้องคำสาป เพราะกระทำผิดร้ายแรงอะไรสักอย่างระหว่างที่อยู่ในทะเล และเชื่อว่าคำสาปจะสิ้นไปเมื่อพวกเขาขึ้นมาบนดินได้

       “ เราคงต้องตัดกระดานดาดฟ้าเรือออกทีละแผ่นแล้วนำศพขึ้นมา ส่วนเรือและสินค้านั้นย่อมตกเป็นของท่านเพราะท่านพบมัน อย่างไรก็ตาม ท่านต้องเก็บเรื่องไว้เป็นความลับ และมอบของในเรือนั่นให้ข้าพเจ้าบ้างและข้าพเจ้าจะให้ทาสของข้าพเจ้าจัดการเรื่องศพให้ ”

       ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะให้ส่วนแบ่งเขาอย่างงาม เราพากันไปที่เรือพร้อมด้วยทาสห้าคน นำเลื่อย ขวานและเครื่องมืออื่นๆ ไปพร้อม มูเล่ย์ชมเรามากที่ผูกใบเรือจารึกเวทมนตร์ไว้และสามารถนำเรือมาจนถึงฝั่งรอดชีวิตมาได้

       เมื่อเราไปที่เรือยังเช้ามาก เราเริ่มงานกันในทันที เพียงหนึ่งชั่วโมงก็สามารถนำศพลงเรือเล็กได้สี่ศพ ทาสสองคนนำศพขึ้นฝั่งเพื่อฝัง แต่เมื่อทาสสองคนนั้นกลับมาเขาบอกว่าผู้ตายช่วยประหยัดเวลาขุดหลุมได้มาก เพราะพอขึ้นฝั่งศพนั้นก็กลายเป็นฝุ่นไปเองเมื่อวางแตะดิน

       เราเลื่อยกระดานต่อไป นำศพขึ้นฝั่ง พอเย็นก็ครบหมดทุกศพยกเว้นแต่กัปตันเรือ ซึ่งถูกตอกตะปูติดกับเสากระโดง เราไม่อาจถอนตะปูนั้นออกได้ เราแทบหมดปัญญา เพราะเราไม่สามารถเลื่อยเสากระโดงใหญ่นั้นไหว

       มูเล่ย์ช่วยเราให้พ้นจากความลำบากนี้ เขาส่งทาสขึ้นฝั่งให้นำดินมาเหยือกหนึ่ง เขาท่องคาถาสองสามประโยคแล้วโปรยดินไปที่ศีรษะของกัปตัน ทันใดศพนั้นก็ลืมตาขึ้นหายใจลึก ๆ แผลที่หน้าผากมีเลือดไหลซึมออกมา เราดึงตะปูออกมาได้ และชายนั้นล้มลงในอ้อมแขนของทาสคนหนึ่ง

       “ ใครนำเรามานี่ ” เขาถามเมื่อรู้ตัว

       มูเล่ย์ชี้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขยับเข้าไปใกล้

       “ ขอบพระคุณเหลือหลายละ อาคันตุกะแปลกหน้า ท่านได้ช่วยให้ความทรมานอันยาวนานของข้าพเจ้าสิ้นสุดลง เรือปีศาจนี้แล่นอยู่ในท้องทะเลมานานห้าสิบปีแล้ววิญญาณของข้าพเจ้าต้องแล่นมันกลับไปที่เดิมทุกคืน แต่เดี๋ยวนี้หัวของข้าแตะดินแล้วจะได้ไปสู่ที่ชอบเสียที ”

       ข้าพเจ้าถามเขาว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด

       “ ห้าสิบปีมาแล้ว ข้าพเจ้าอยู่ในอัลเจียร์ ” กัปตันเล่า “ ข้าพเจ้าเป็นคนมีอำนาจ ได้รับความนับถือจากคนทั้งปวง แต่ข้าพเจ้าโลภมาก ได้นำเรือออกปล้นสะดมโจรสลัด วันหนึ่งข้าพเจ้ารับนักบวชคนหนึ่งขึ้นเรือที่ท่าเรือเมืองซันเต้ นักบวชต้องการจะขอโดยสารไปด้วยโดยไม่เสียเงิน พวกเราเป็นคนหยาบคาย ได้ประพฤติตนต่อนักบวชนั้นอย่างหยาบช้า ไม่สนใจต่อบทสวดของท่าน ข้าพเจ้าชอบล้อเลียนท่าน วันหนึ่งนักบวชได้ตำหนิวิถีชีวิตอันเต็มไปด้วยบาปของเรา ข้าพเจ้าเพิ่งตื่นมา กำลังเมา ๆ จึงโกรธมาก ข้าพเจ้าโกรธที่นักบวชบังอาจมาสอนข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้นแม้สุลต่านเองยังไม่เชื่อฟัง ข้าพเจ้าเอามีดแทงเขาตาย ก่อนตายนักบวชสาปข้าพเจ้าและลูกเรือทุกคนว่าเราจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริงและไม่มีวันตายจริง ๆ จนกว่าศีรษะจะแตะดิน

       นักบวชนั้นตาย เราโยนศพลงทะเล หัวเราะเยาะกับคำสาปของเขา แต่คืนนั้นเองคำสาปนั้นก็เริ่มได้ผล ลูกเรือครึ่งหนึ่งกบฏต่อข้าพเจ้า มีการต่อสู้กัน ในที่สุดคนของข้าพเจ้าพ่ายแพ้ ข้าพเจ้าเองถูกตอกไว้กับเสากระโดงเรือ พวกกบฏเองก็ตายเพราะพิษบาดแผล เรือนั้นก็กลายเป็นสุสานน้ำไป นัยน์ตาของข้าพเจ้าปิด ลมหายใจขาดเป็นห้วง ๆ และข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ากำลังจะตายแต่ข้าพเจ้าไม่ตาย

       คืนต่อมาทุกอย่างก็เกิดขึ้นเหมือนคืนที่เราโยนศพนักบวชลงทะเลไป ข้าพเจ้าและลูกเรือฟื้นขึ้น แต่เราทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจากทะเลาะกันแล้วก็ฆ่ากันเหมือนคืนก่อน เราอยู่ในท้องทะเลนี้มาห้าสิบปีแล้ว ไม่ตายแต่ก็ไม่เป็น เราจะถึงฝั่งได้อย่างไร เมื่อมีพายุ เราจะพากันแล่นเรือฝ่าพายุ หวังว่ามันจะกระทบหินโสโครกอับปางแต่ก็ไม่เคยเป็นเช่นที่เราหวัง เราไม่อาจตกตายลงในพื้นมหาสมุทร ขึ้นฝั่งก็ไม่ได้ มาบัดนี้ข้าพเจ้าได้ตายสมใจแล้ว ขอบพระคุณท่านมาก ท่านผู้ปลดปล่อย หากสมบัติมีความหมายต่อท่าน เรือนี้และสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นของท่าน ด้วยความขอบพระคุณจากข้าพเจ้า ”

       เมื่อเล่าจบ กัปตันเรือปล่อยให้ศีรษะตก ตาหลับและกลายเป็นฝุ่นไปเช่นเดียวกับลูกเรือของเขา เรานำฝุ่นที่เหลือนั้นขึ้นไปฝังไว้บนฝั่ง

       ข้าพเจ้าหาคนมาซ่อมเรือ แล้วขายของบนเรือนั้นได้เงินมาก้อนใหญ่ ข้าพเจ้าให้ของขวัญมูเล่ย์อย่างงาม จ้างลูกเรือแล้วออกเดินทางกลับบ้าน แต่ข้าพเจ้าไปอย่างช้า ๆ แวะตามเกาะต่าง ๆ และตามเมืองบนแผ่นดินใหญ่ ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าได้กำไรมาก ปีหนึ่งต่อมาข้าพเจ้าก็กลับบ้านที่บัลซอรา ร่ำรวยจนเพื่อนบ้านประหลาดใจ พวกเขาคิดว่าข้าพเจ้าคงพบหุบเขาเพชรพลอย เช่นที่ซินแบดเคยพบ ข้าพเจ้าไม่อธิบายอะไร แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาเด็กหนุ่มเมืองบัลซอราพากันออกเผชิญโชคเมื่ออายุได้สิบแปดปีดังเช่นที่ข้าพเจ้ากระทำ ส่วนข้าพเจ้าอยู่อย่างสงบ ทุกห้าปีจะเดินทางไปแสวงบุญ ณ เมืองเมกกะ เพื่อขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ช่วยข้าพเจ้า และแบ่งส่วนกุศลแก่กัปตันและลูกเรือปีศาจนั้น

จบตอนที่ 2 :
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com