| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่สามตอน 1
    " เรื่องของมือบาป "
  • ซาลูคอส พ่อค้าชาวกรีก ผู้เล่า
ตอนที่ ๓/๑
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :


       ข้าพเจ้า
เกิดที่เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล บิดาเป็นล่ามของสุลต่าน และยังทำการค้าส่วนตัวด้วย สินค้าที่ท่านขายคือน้ำหอมและผ้าไหม ข้าพเจ้าได้รับการศึกษาอย่างดี บิดาท่านสอนเองบ้าง และให้เรียนกับบรรดาพระบ้าง แรกทีเดียวท่านตั้งใจจะให้ข้าพเจ้าค้าขายกับท่านที่ร้าน แต่เมื่อท่านเห็นว่าข้าพเจ้ามีสติปัญญาสูง จึงเชื่อมิตรสหายให้ข้าพเจ้าเรียนแพทย์ อาชีพนี้ทำเงินได้มากในเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล แม้ว่าจะมีความรู้เพียงเล็กน้อย มีชาวฝรั่งเศสหลายคนแวะมาที่บ้านของเราเสมอ และคนหนึ่งชักชวนบิดาให้ส่งข้าพเจ้าไปเรียนต่อที่ประเทศของเขายังกรุงปารีส ซึ่งมีการสอนวิชาแพทย์ชั้นสูงโดยไม่คิดเงิน และตัวเขาเองยินดีจะดูแลข้าพเจ้าให้เปล่าๆ หากว่าบิดาให้ข้าพเจ้าไปกับเขา บิดาของข้าพเจ้าเป็นนักเดินทางเผชิญโชคในวัยหนุ่มอยู่แล้วจึงยินยอมให้ข้าพเจ้าไป ชาวฝรั่งเศสนั้นบอกให้ข้าพเจ้าเตรียมตัวไว้ให้พร้อมในสามเดือน ข้าพเจ้ายินดีมาก เฝ้ารอคอยเวลาออกเดินทางอยู่ทุกวัน เมื่อชาวฝรั่งเศสนั้นจัดการกับกิจธุระของเขาจนเรียบร้อยแล้วก็เตรียมเดินทางกลับ

       เย็นวันก่อนออกเดินทางบิดานำข้าพเจ้าไปในห้องนอนของท่าน บนโต๊ะในห้องมีอาวุธนานาชนิด และเสื้อผ้าสวยงามหลายชุด แต่ที่สะดุดตามากที่สุดคือเหรียญทองจำนวนมาก ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นทองมากมายอย่างนี้มาก่อน บิดากอดข้าพเจ้าและว่า “ แน่ะลูกรัก พ่อเตรียมเสื้อผ้าเหล่านี้ไว้ให้ลูกนำไปด้วย อาวุธเหล่านี้ก็เช่นกันสำหรับลูก เป็นอาวุธที่ปู่ของเจ้ามอบให้พ่อก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศเช่นกัน ขอให้ลูกเก็บไว้ใช้เมื่อถูกทำร้ายเท่านั้น จงต่อสู้จนสุดความสามารถทีเดียว ส่วนทองคำนี้เป็นสมบัติของพ่อ ก็มีไม่มากนักหรอก พ่อได้แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งให้เจ้า ส่วนที่สองพ่อจะเก็บไว้ใช้เอง ส่วนที่สามพ่อจะเก็บไว้ให้เจ้าเมื่อยามจำเป็น แต่จะเป็นความลับไปก่อนไม่แตะต้องมันเป็นอันขาด ”

       บิดาของข้าพเจ้าพูดไปน้ำตาก็คลอเต็มตา อาจเป็นได้ว่าท่านมีลางสังหรณ์ดีเพราะข้าพเจ้าได้พบท่านครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

       ข้าพเจ้าเดินทางสะดวกสบายมาก ไม่นานก็ถึงชายฝั่งทะเลฝรั่งเศส ข้าพเจ้าเดินทางทางบกอีกหกวันจึงถึงปารีส สหายชาวฝรั่งเศสของข้าพเจ้าหาห้องเช่าให้ข้าพเจ้าอยู่ และสอนให้ข้าพเจ้าใช้เงินซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นสองพันเหรียญอย่างประหยัดและระมัดระวัง ข้าพเจ้าอยู่ในปารีสสามปีเรียนวิชาทุกอย่างที่จะอำนวยประโยชน์ในการอาชีพของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าอาจจะไม่ได้พูดความจริงก็ได้หากข้าพเจ้าจะพูดว่าข้าพเจ้ามีความสุขสนุกสนานในการอยู่ที่นั้น ด้วยผู้คนในเมืองนั้นประพฤติดีต่อข้าพเจ้าทั้งนี้เพราะข้าพเจ้ามีเพื่อนน้อยมาก แต่บรรดาเพื่อนของข้าพเจ้าล้วนแต่เป็นผู้มีน้ำใจสูงส่งทั้งสิ้น

       ในระยะเวลาสามปีนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ข่าวคราวอันใดจากบิดาเลย จึงมีความปรารถนาจะกลับไปเยี่ยมบ้านอย่างยิ่ง พอมีโอกาสก็รีบฉวยไว้ในทันทีทีเดียว นั่นคือคณะทูตฝรั่งเศสจะเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิ้ล ข้าพเจ้าสมัครเป็นแพทย์ประจำมากับคณะทูต และเดินทางโดยปลอดภัยจนถึงเมืองสตัมบูล แต่ข้าพเจ้าพบว่าบ้านของบิดาถูกปิดตาย เพื่อนบ้านพากันประหลาดใจที่เห็นข้าพเจ้าและบอกให้ทราบว่าบิดาของข้าพเจ้าสิ้นชีวิตเสียแล้วเมื่อสองเดือนก่อน นักบวชครูของข้าพเจ้านำกุญแจบ้านมาให้ข้าพเจ้าจึงเข้าบ้านได้ บ้านนั้นมีสภาพเหมือนก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากไปไม่ผิดเพี้ยน ยกเว้นเงินที่บิดาว่าจะมอบให้แก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าถามพระผู้รักษากุญแจท่านก็ตอบว่า

       “ บิดาของเธอเป็นผู้มีน้ำใจ ใจบุญมาก ได้มอบเงินทั้งหมดแก่วัด ”

       ข้าพเจ้าไม่เชื่อวาจาของท่านเพราะไร้เหตุผลเต็มทีแต่ข้าพเจ้าจะทำอะไรได้ ข้าพเจ้าไม่มีข้อพิสูจน์อะไรจะคัดค้าน ได้แต่ขอบคุณเสียซ้ำไปที่ท่านไม่เอาบ้านและข้าวของไปเสียด้วย นี่เป็นเคราะห์ครั้งแรกของข้าพเจ้าซึ่งมิได้มาเพียงครั้งเดียวแต่ตามกันมาติดๆ ทีเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

       ชื่อเสียงของข้าพเจ้าในฐานะแพทย์ไม่แพร่หลายเพราะข้าพเจ้าไม่ยอมโฆษณาตนเอง เหมือนพวกแพทย์ไร้ความสามารถธรรมดาๆ ข้าพเจ้าขาดบิดาซึ่งจะช่วยแนะนำข้าพเจ้าต่อคนร่ำรวยและคนสำคัญๆ ในเมือง ทุกคนไม่นึกถึงซาลูคอสอีกต่อไป สินค้าของบิดาก็ขายไม่ดีเพราะลูกค้าเก่าตีจากไปหมดตอนที่ท่านเสียชีวิต และการหาลูกค้าใหม่ไม่ใช่ของง่าย วันหนึ่งข้าพเจ้านั่งทอดอาลัยกับการค้าของตนเองอยู่ก็นึกขึ้นได้ว่าข้าพเจ้าเคยเห็นพ่อค้าชาติเดียวกับข้าพเจ้านำสินค้าไปขายที่ฝรั่งเศสและขายของหมดอย่างรวดเร็วเพราะผู้คนชอบซื้อของต่างประเทศ ข้าพเจ้าแน่ใจว่าการค้าเช่นนี้คงได้กำไรดี ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจจะลองดู

       ข้าพเจ้าขายบ้านเก่าของบิดา ฝากเงินส่วนหนึ่งไว้กับสหายสนิท เงินอีกส่วนซื้อสินค้าเช่นผ้าคลุมไหล่ ผ้าไหม น้ำมันหอม ซึ่งไม่ค่อยมีในฝรั่งเศส แล้วออกเดินทางทางเรือไปยังฝรั่งเศสเป็นครั้งที่สอง

       ดูคล้ายกับว่า ชะตาของข้าพเจ้าจะดีขึ้นเมื่อข้าพเจ้าผ่านช่องแคบดาร์ดะแนลส์มาแล้ว การเดินทางเป็นไปด้วยดีเมื่อถึงฝรั่งเศส ข้าพเจ้าเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ทุกหนแห่งข้าพเจ้าหาลูกค้าได้มาก เพื่อนของข้าพเจ้าที่คอนสแตนติโนเปิ้ล ส่งสินค้ามาเพิ่มเติมให้ตลอดเวลา กิจการของข้าพเจ้าก็เจริญขึ้นเรื่อยๆ

       เมื่อมีเงินมากพอจะเสี่ยงค้าขายให้ใหญ่โตขึ้นข้าพเจ้าก็จัดของเดินทางไปอิตาลี ข้าพเจ้าต้องบอกเสียก่อนว่าข้าพเจ้าได้ใช้วิชาชีพของข้าพเจ้าไปด้วยในระหว่างการค้าขายนั้น และได้เงินจากงานนี้มากพอดู พอไปถึงเมืองเมืองหนึ่งข้าพเจ้าจะออกข่าวว่า แพทย์ชาวกรีกเดินทางมาถึงแล้ว แพทย์คนนี้ประสบความสำเร็จในการรักษาไข้ มีคนไข้ประจำมาก นำยามาขายด้วย ข้าพเจ้าขายยาได้ทองคำจำนวนสูง ระหว่างเดินทางข้าพเจ้าก็ไปถึงเมืองฟลอเรนซ์ ข้าพเจ้าตัดสินใจจะพักอยู่เมืองนี้ให้นานสักหน่อยไม่เพียงเพราะข้าพเจ้าชอบเมืองนี้มากแต่เพราะข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการตระเวนเดินทางมาเป็นเวลานานติดต่อกัน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเช่าร้านแห่งหนึ่งในจัตุรัสกางเขนกลางเมือง ข้าพเจ้ามีห้องส่วนตัวสวยสองห้อง มีระเบียงในโรงแรมแห่งหนึ่งใกล้ๆ ข้าพเจ้าไม่ยอมเสียเวลา รีบส่งหนังสือเวียนประกาศแนะนำตนเองในฐานะแพทย์และพ่อค้าไปทั่วเมือง ข้าพเจ้ายังไม่ทันจะเปิดร้านด้วยซ้ำไป ผู้คนก็พากันหลั่งไหลมาซื้อของจากทุกมุมเมืองทั้งที่สินค้าของข้าพเจ้าค่อนข้างแพงกว่าของพ่อค้าอื่น แต่ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างสุภาพเสมอ

       ข้าพเจ้าเปิดร้านค้าขายอยู่ได้สี่วัน เย็นวันนั้นข้าพเจ้าปิดร้านและเดินสำรวจข้าวของว่ามีเหลืออยู่มากน้อยเพียงไร ข้าพเจ้าก็ได้พบกระดาษแผ่นหนึ่งในกล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่ง ข้าพเจ้าจำได้ว่าไม่เคยใส่กระดาษอะไรลงไปในกล่องนั้น จึงหยิบขึ้นดู พบว่าเป็นคำเชิญให้ข้าพเจ้าไปพบในเวลาเที่ยงคืนตรงของคืนนั้นที่สะพานเวคคิโอ ข้าพเจ้าคิดไม่ออกเลยว่าใครกันที่จะเชิญข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าไม่รู้จักใครสักคนในเมืองฟลอเรนซ์ ข้าพเจ้าคิดว่าคงมีใครสักคนอยากเชิญข้าพเจ้าไปดูคนไข้เป็นการลับซึ่งอาจเป็นไปได้และเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว จึงคิดว่าจะไปพบ แต่เพื่อความปลอดภัยข้าพเจ้าได้นำดาบที่บิดามอบให้เมื่อครั้งก่อนติดตัวไปด้วย

       พอใกล้เวลาเที่ยงคืน ข้าพเจ้าก็ออกจากที่พักตรงไปสะพานเวคคิโอ ที่สะพานเงียบไม่มีผู้คน ข้าพเจ้าคอยอยู่เพื่อรอบุคคลผู้ขอให้ข้าพเจ้ามาปรากฏตัว คืนนั้นอากาศหนาว แสงจันทร์ส่องสว่าง ข้าพเจ้ามองดูระลอกน้ำในแม่น้ำอาโนพลิ้วอยู่ภายใต้แสงจันทร์ไกลออกไป นาฬิกาโบสถ์ตีบอกเวลาเที่ยงคืน เมื่อข้าพเจ้าหมุนตัวมาพบชายร่างสูง สวมเสื้อคลุมสีแดง ดึงชายข้างหนึ่งขึ้นมาปิดหน้า ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจเพราะเขาเข้ามาใกล้โดยกะทันหันและไม่ให้เสียงเลย แต่เมื่อรู้สึกตัวก็รีบเอ่ยขึ้นว่า

       “ ถ้าท่านเป็นผู้เชิญข้าพเจ้ามาที่นี่ละก็ กรุณาบอกว่าท่านต้องประสงค์จะสั่งให้ข้าพเจ้าทำอะไรไม่ทราบ ”

       ชายในเสื้อคลุมสีแดงหมุนตัวและบอกว่า

       “ ตามมาซิ ”

       แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการจะไปไหนๆ กับคนที่ไม่รู้จักเลยเช่นนี้ตามลำพัง จึงยืนเฉยและตอบว่า

       “ ไม่ใช่วิธีนี้หรอกเพื่อน ข้าพเจ้าต้องถามก่อนว่า เรื่องอะไรและข้าพเจ้าควรจะไปหรือไม่ และท่านควรจะให้ข้าพเจ้าเห็นหน้าสักหน่อยด้วย ข้าพเจ้าจะได้ตัดสินใจได้ว่า จุดประสงค์ของท่านที่มีต่อข้าพเจ้านั้นสุจริตหรือไม่ ”

       ชายนั้นไม่มีทีท่าสนใจวาจาของข้าพเจ้า แต่กลับตอบว่า

       “ ถ้าไม่อยากไป ซาลูคอส ก็อยู่นั่นแหละ ” แล้วเขาก็เดินจากไป ข้าพเจ้าชักเดือดจึงว่า

       “ อ้อ แล้วท่านคิดว่าข้าจะเป็นคนประเภทยอมให้คนมาหลอกเล่นง่าย ๆ อย่างนี้เรอะ จะให้ข้ายอมเสียเวลามายืนคอยในคืนที่อากาศหนาว ๆ อย่างนี้โดยไม่ได้อะไรสักอย่างเห็นจะผิดไปละ ”

       ข้าพเจ้าก้าวเพียงสามก้าวก็ตามเขาทัน มือคว้าชายเสื้อคลุมของเขาไว้ ว่าเขาด้วยคำรุนแรงอีก มือกุมดาบไว้แต่ปรากฏว่าข้าพเจ้าดึงไว้ได้แต่เสื้อคลุม ส่วนเจ้าตัวบุรุษลึกลับหายไปที่หัวมุมถนนใกล้ที่สุดนั่นแล้ว

       ความโกรธของข้าพเจ้าคลายลง ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ได้เสื้อคลุมไว้และมันคงจะช่วยให้ข้าพเจ้าค้นหาความหมายของการผจญภัยครั้งนี้พบอย่างแน่นอน ข้าพเจ้ากระชับเสื้อคลุมรอบตัวแล้วเดินกลับบ้าน เมื่อเกือบจะถึงบ้านชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “ ระวังนะครับ ท่านเคานต์ คืนนี้เห็นจะไม่ได้การ ” ก่อนที่ข้าพเจ้าจะหันมองถนัดว่าใคร บุรุษนั้นก็หายไปแล้ว เห็นแต่เงาเคลื่อนตัวผ่านกำแพงบ้านไปอย่างรวดเร็ว คำเตือนนี้ต้องเป็นของบุรุษเจ้าของเสื้อคลุมตัวจริง มิใช่เพื่อข้าพเจ้าแน่ ๆ และมันมิได้ช่วยให้ข้าพเจ้าเข้าใจอะไรกระจ่างขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

       เช้าวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าจะประกาศให้เจ้าของเสื้อมารับเสื้อกลับไปเหมือนกับว่าข้าพเจ้าพบของหายเท่านั้น แต่ชายคนนั้นอาจจะส่งคนอื่นมารับของแทน และข้าพเจ้าก็คงยังไม่รู้อะไรเลยอยู่นั่นเอง ขณะที่คิดข้าพเจ้าก็พินิจเสื้อนั้นอย่างถี่ถ้วน เสื้อตัดจากผ้ากำมะหยี่เมืองเยนัวเนื้อหนาสีแดงเข้มแต่งด้วยหนังลูกแกะแอสทราคาปักด้ายทองหรูหราราคาแพง ลักษณะของเสื้อมีราคาตัวนี้ช่วยให้ข้าพเจ้าคิดวิธีการอะไรขึ้นมาได้ ข้าพเจ้านำเสื้อไปที่ร้านค้าด้วยและประกาศขาย ตั้งราคาไว้แพงลิบลิ่ว ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีใครอยากซื้อมัน จุดประสงค์ของข้าพเจ้าก็คือจะคอยสังเกตทุกคนที่ถามเกี่ยวกับเสื้อตัวนี้ เพราะเมื่อข้าพเจ้าดึงเสื้อจากตัวบุรุษแปลกหน้า ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าของเขาเต็มตา แม้จะเพียงแวบเดียว ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าคงจำเขาได้ แม้ท่ามกลางคนตั้งพัน ความสวยแปลกของเสื้อดึงดูดลูกค้าหลายคนต่างสนใจใคร่ซื้อ แต่ไม่มีใครสักคนหน้าตาเหมือนคนที่เห็นเมื่อคืน และเมื่อรู้ราคาก็พากันเมิน และที่สะดุดใจข้าพเจ้าอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อข้าพเจ้าถามพวกเขาว่าเสื้อแบบนี้มีของใครอื่นในเมืองนี้บ้างไหม ทุกคนตอบว่าไม่มีไม่เคยมีใครเห็นเสื้อหรูหราฝีมือดีอย่างนี้มาก่อน

       จนกระทั่งใกล้ค่ำชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ซึ่งให้ราคาเสื้อตัวนี้สูงมากมาแล้วในตอนกลางวันกลับเข้ามาอีก เขาโยนกระเป๋าเงินลงบนโต๊ะและว่า

       “ ซาลูคอส ข้าพเจ้าต้องเอาเสื้อตัวนี้ไปให้ได้ แม้จะต้องกลายเป็นขอทานไปตลอดชีวิตก็เถอะ ” แล้วเขาก็เปิดกระเป๋าออกนับเหรียญทองใบนั้น ข้าพเจ้างุนงงสงสัยเต็มประดา ข้าพเจ้าแขวนเสื้อตัวนี้และประกาศขายก็เพราะต้องการให้เจ้าของเห็นและมาซื้อคืนไป แต่กลับมีเจ้าหนุ่มหน้าโง่มาซื้อ จ่ายตามราคาแพงลิบลิ่ว ข้าพเจ้าไม่ทราบจะทำอย่างไรได้นอกจากยอมให้เขาซื้อไป ถึงอย่างไรข้าพเจ้าคิดว่าก็ยังดี พอชดเชยกับการผจญภัยเมื่อคืนได้ ชายหนุ่มคลุมเสื้อตัวนั้นแล้วเดินออกไปจากร้าน แต่พอก้าวข้ามธรณีประตูเขาก็หันกลับมา ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งกลัดติดไว้กับเสื้อออกแล้วโยนให้ข้าพเจ้า

       “ ซาลูคอส ไอ้นี่เห็นจะไม่ใช่ของเสื้อตัวนี้แน่ ”

       ข้าพเจ้าหยิบกระดาษขึ้นอย่างไม่สนใจอะไรนัก แต่พอมองอีกทีก็พบข้อความว่า

       “ นำเสื้อไปคืนที่สะพานเวคคิโอคืนนี้เวลาเดิม จะมีเงินคอยอยู่สี่ร้อยเหรียญทอง ”

       ข้าพเจ้าตะลึง รู้สึกว่าได้ขายเอาลาภใหญ่ไปเสียแล้ว บ้าอะไรอย่างนั้น ข้าพเจ้าไม่คิดอะไรอื่นอีก รวบเหรียญทองราคาเสื้อทั้งสองร้อยเหรียญแล้ววิ่งตามชายหนุ่มออกไป ร้องว่า

       “ เอาทองของท่านคืนไปเถิด และขอเสื้อให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกว่าจะจากกับมันไม่ได้เสียแล้วละ ”

       ทีแรกเขานึกว่าข้าพเจ้าพูดเล่นแต่เมื่อข้าพเจ้ายืนยันเขาก็ชักโกรธ ด่าข้าพเจ้าว่าไอ้โง่ ในที่สุดเราก็ลงมือลงไม้กัน ข้าพเจ้าโชคดีกว่าคว้าเสื้อไว้ได้ขณะที่ปล้ำกัน จึงพยายามวิ่งหนีเข้าร้าน แต่ชายหนุ่มเรียกตำรวจมาจับข้าพเจ้าและนำข้าพเจ้าไปหาตุลาการ ตุลาการประหลาดใจในความประพฤติของข้าพเจ้าและตัดสินให้คืนเสื้อชายหนุ่มนั้นไป ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนวิธีใหม่จะเพิ่มเงินให้เขา ทีแรกก็เสนอห้าสิบเหรียญ แปดสิบเหรียญ ในที่สุดก็หนึ่งร้อยเหรียญเพื่อขอซื้อเสื้อคืน คำขอร้องไม่ได้ผลแต่เงินเสียงดีกว่า ข้าพเจ้าจึงได้เสื้อคืนมาอีก เขารับเงินของเขาและเงินเพิ่มนั้นไป ข้าพเจ้ากลับร้านกระหยิ่มในชัยชนะ ไม่สนใจว่าใครต่อใครในเมืองฟลอเรนซ์จะว่าข้าพเจ้าบ้าความคิดของคนทั่วไปนั้นข้าพเจ้าไม่สนใจหรอก เพราะข้าพเจ้ารู้ดีว่าข้าพเจ้าจะได้กำไรอยู่กับใจตัวเอง

       ข้าพเจ้ารอคอยเวลาคืนนั้นอย่างกระวนกระวาย ข้าพเจ้าออกจากที่พักเวลาเดียวกับคืนก่อน หนีบเสื้อไว้ใต้แขน เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาดังเป็นครั้งสุดท้ายก็มีร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากความมืดตรงมาหาข้าพเจ้า ชายคนนั้นแน่นอน “ เอาเสื้อมาหรือเปล่า ” เขาถามขึ้น

       ข้าพเจ้าตอบว่า “ เอามาซิ ” และเสริมอีกว่า “ แล้วข้าพเจ้าต้องเสียเงินไปตั้งร้อยเหรียญ ”

       “ รู้แล้ว ” เขาตอบห้วน ๆ “ นี่สี่ร้อยเหรียญ ” แล้วเขาก็เดินข้ามสะพาน นับเหรียญทองวางบนราวหินกว้างของสะพาน ทองคำสี่ร้อยเหรียญส่องประกายท่ามกลางแสงจันทร์ ทำเอาข้าพเจ้าหัวหมุน ข้าพเจ้ามิได้สงสัยเลยสักนิดเดียวว่าความยินดีครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ข้าพเจ้าเอาทองใส่กระเป๋า แล้วหันมามองบุรุษเจ้าของเสื้อ แต่เขาสวมหน้ากากไว้ ข้าพเจ้าเห็นแต่ดวงตาสีดำมองข้าพเจ้าอย่างดุดัน

       “ ขอบคุณท่านมาก สำหรับความกรุณา ทีนี้ท่านต้องการให้ข้าพเจ้ารับใช้อะไรเล่า แต่ก็อย่างที่ข้าพเจ้าเคยบอกกับท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำอะไรที่จะทำให้ข้าพเจ้าเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันขาด ”

       “ ความรอบคอบของท่านไม่จำเป็นเลย ” เขาตอบพลางยกเสื้อขึ้นพาดไหล่ “ ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านทำงานตามหน้าที่แพทย์เท่านั้นเองแต่ไม่ใช่ช่วยชีวิตคนเป็น หากเพื่อคนตาย ”

       “ จะเป็นไปได้อย่างไร ” ข้าพเจ้าอุทานด้วยความฉงน

       “ ข้าพเจ้ามาจากประเทศอันไกลโพ้นกับน้องสาว ” เขาเล่า กวักมือให้ข้าพเจ้าเดินตามไป “ ข้าพเจ้าพักอยู่กับสหายคนหนึ่งของครอบครัว น้องสาวของข้าพเจ้าสิ้นชีวิตเมื่อคืนนี้หลังจากป่วยระยะสั้นแต่ร้ายแรง ญาติของข้าพเจ้าจะฝังเธอพรุ่งนี้ แต่ตามประเพณีของครอบครัวเรา ศพของพวกเรา จะต้องฝังไว้ในสุสานแห่งเดียวกันกับบรรพบุรุษ คนที่ไปตายทางไกลก็ต้องดองศพไว้แล้วนำกลับไปฝังไว้ที่นั่น ข้าพเจ้าจะยอมให้ญาติฝังร่างของน้องสาวไว้ที่นี่ แต่จะต้องนำหัวกลับไปให้บิดา เพื่อว่าท่านจะได้เห็นหน้าเธออีกครั้งหนึ่ง ”

       ประเพณีตัดศีรษะศพของญาติสนิทอันเป็นที่รักยิ่งทำเอาข้าพเจ้ารู้สึกสะอึก อยากต่อต้านขึ้นมาแต่ไม่กล้าแสดงออกให้เขารู้เพราะเกรงว่าเขาจะเคือง จึงตอบแต่เพียงว่า ข้าพเจ้ารู้วิธีดองศพดี และขอให้เขานำข้าพเจ้าไปพบหญิงสาว ซึ่งเพิ่งจะสิ้นชีวิตนั้น ข้าพเจ้าอดถามไมได้ว่าทำไมจะต้องทำกันเป็นความลับในเวลาค่ำคืนดึกดื่นอย่างนี้ด้วย เขาอธิบายว่าเพราะญาติไม่เห็นด้วย หากทำในเวลากลางวันจะต้องขัดขวางเอาแน่ ๆ แต่หากว่าตัดศีรษะศพไปแล้วก็คงหมดเรื่องไป และเลิกพูดเรื่องนี้อีก เขาว่าเขาอาจจะนำศีรษะมาให้ข้าพเจ้าดองเองก็ได้ แต่ข้าพเจ้าพอจะเข้าใจดีว่าความรู้สึกของเขาเป็นเช่นไร จึงไม่ลงมือด้วยตนเอง

       เรามาถึงบ้านหลังใหญ่สวยงามพอดีเมื่อพูดถึงตอนนี้ เขาบอกว่านี่แหละคือจุดหมายของการเดินทางคืนนี้ของเรา เราเดินผ่านประตูใหญ่ ไปเข้าประตูเล็ก พอเข้าไปแล้วเขาก็ปิดประตูอย่างระมัดระวัง และท่ามกลางความมืด เขาก็เดินขึ้นไปตามบันไดวนแคบ ๆ ไปถึงทางเดินเล็ก ๆ สว่างสลัว ๆ เราเดินต่อไปเข้าไปในห้องซึ่งมีตะเกียงแขวนอยู่บนเพดาน ให้แสงสว่างเล็กน้อย

       ในห้องนี้มีเตียง เตียง หนึ่ง ศพหญิงที่ตายอยู่บนนั้น บุรุษนั้นเมินหน้าไปทางอื่น คล้ายกับจะซ่อนน้ำตา เขาชี้ไปที่เตียงและบอกให้ข้าพเจ้ารีบลงมือทำงาน แล้วออกจากห้องไป

       ข้าพเจ้าหยิบมีดออกมา มีดนี้ข้าพเจ้านำติดตัวไปไหนต่อไหนเสมอ ข้าพเจ้าเข้าไปที่เตียงมองเห็นแต่ศีรษะหญิงนั้นสวยงามเหลือเกินจนข้าพเจ้ารู้สึกไม่อยากทำ ผมสีดำยาวล้อมรอบวงหน้าซีดเผือด นัยน์ตาปิดสนิท

       ข้าพเจ้าแหวะผิวหนังนิดหนึ่งก่อนตามวิธีทำงานของศัลยแพทย์เมื่อจะตัดแขนหรือขาคนไข้ทิ้ง แล้วหยิบมีดเล่มที่คมที่สุดออกมา แล้วเชือดที่คอนั้นลงไปเต็มที่

       โอ น่ากลัวอะไรอย่างนี้ หฤโหดอะไรเช่นนี้

       หญิงนั้นลืมตาขึ้นแล้วก็หลับตาลงอีก มีเสียงถอนใจใหญ่ลึก ๆ และแล้วก็หมดลมหายใจสุดท้าย ในเวลาเดียวกันเลือดสด ๆ ที่พุ่งออกมาทางข้าพเจ้าจากบาดแผลนั้นข้าพเจ้าประจักษ์แก่ใจว่าได้สังหารแม่หญิงที่น่าสงสารนี้เสียแล้ว เวลานี้เธอตายแล้วอย่างแน่นอน ไม่มีใครอาจรักษาเธอจากบาดแผลที่ข้าพเจ้าตัดคอเธอได้อีกต่อไป ข้าพเจ้ายืนงงอยู่หลายนาที คิดด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงว่าเกิดอะไรกันขึ้น ชายเสื้อแดงคนนั้นหลอกลวงข้าพเจ้า หรือว่าน้องสาวของเขาดูเหมือนตายไปแล้วจริง ๆ แต่เธอยังตายไม่สนิท ข้าพเจ้าคิดว่าคงเป็นประการหลังมากกว่า ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะอาจบอกพี่ชายเธอได้ว่าหากข้าพเจ้าเชือดคอเธอเบามือกว่านี้ โดยไม่รีบร้อนอาจจะปลุกเธอให้ฟื้นจากสลบได้โดยมิได้สังหารเธอ ข้าพเจ้าคิดว่าจะลงมือทำงานต่อก็พอดีหญิงนั้นครางขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง บิดตัวงอแสดงอาการเจ็บปวดรวดร้าวแล้วจึงตาย ข้าพเจ้าทนไม่ได้อีกต่อไป ความกลัวจับจิต จึงวิ่งออกจากห้อง ทางเดินภายนอกมืดสนิทเพราะไฟดับข้าพเจ้าไม่พบชายคนนั้น ข้าพเจ้าจึงค่อยคลำทางเพื่อไปยังบันได ข้าพเจ้ากึ่งก้าวลงบันไดกึ่งไถลลงมา เมื่อถึงเบื้องล่างก็ยังไม่พบใครอีก ข้าพเจ้าจึงเปิดประตูนั้นแล้วออกสู่ท้องถนน หายใจค่อยเต็มปอดขึ้น บรรยากาศของบ้านนั้นทำเอาข้าพเจ้าทนไม่ไหว ข้าพเจ้ายังจำภาพอันน่ากลัวได้ติดตาจึงรีบกลับที่พัก และฝังตัวไว้กับที่นอน พยายามลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำลงไป แต่ข้าพเจ้าไม่อาจหลับตาลงได้ ร่างกายไม่ได้พักผ่อนทั้งที่นอนเหยียดยาวจนกระทั่งเช้า แสงสว่างเตือนข้าพเจ้าให้พยายามลืมเหตุการณ์ และบังคับอารมณ์ของตนเองเสีย ข้าพเจ้าไม่คิดว่าบุรุษนั้นหลอกลวง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปที่ร้านค้าและทำงาน พยายามทำสีหน้าให้ปรกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อนิจจาข้าพเจ้าเพิ่งพบว่ามีบางสิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องกังวลเป็นที่สุด หมวกและเข็มขัดของข้าพเจ้าหายไป ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าได้ทิ้งไว้ในห้องหญิงนั้นหรือว่าทำตกหล่นไปบนถนน ระหว่างที่วิ่งกลับที่พักด้วยอารามตกใจ และข้าพเจ้าเคราะห์ร้ายมากเพราะประการแรกน่าจะเป็นไปได้มากกว่า ตัวข้าพเจ้านี้จะถูกจับฐานเป็นฆาตกรเมื่อใดก็ได้

       ข้าพเจ้าเปิดร้านเวลาปรกติ เพื่อนบ้านซึ่งช่างพูดเหลือเกินเข้ามาในร้านเหมือนเช่นทุกเช้า

       “ ท่านว่าไง เรื่องร้ายกาจที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้น่ะ ” เขาเริ่มต้น ข้าพเจ้าแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเลย

       “ อะไรกัน นี่ท่านไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ได้ยินที่ใคร ๆ ทุกคนพูดกันทั่วเมืองหรอกนะ ท่านไม่ได้ยินเรื่องเพชรเม็ดงามของเมืองฟลอเรนซ์ สาวไบอันคาแสนสวย ธิดาท่านเจ้าเมืองถูกสังหารเมื่อคืนนี้หรอกรึ โธ่เอ๋ย เมื่อวานนี้เองข้าพเจ้ายังเห็นนางเดินไปตามถนนกับคู่หมั้นของหล่อนด้วยสีหน้าร่าเริงอยู่เลย และวันนี้ก็เป็นวันแต่งงานของทั้งสองคนด้วยซี ”

จบตอนที่ 3/1  
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com