| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่สามตอน 2
    " เรื่องของมือบาป "
  • ซาลูคอส พ่อค้าชาวกรีก ผู้เล่า
ตอนที่ ๓/๒
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :

        ทุกถ้อยวาจาที่เขาพูดเหมือนแทงเข้าไปในหัวใจข้าพเจ้า ความทรมานของข้าพเจ้าเพิ่มขึ้นทุกขณะเมื่อลูกค้าที่เข้ามาในร้านทุกคนจะมีเรื่องนี้มาเล่าคนละเล็กละน้อยและเรื่องดูเหมือนจะน่ากลัวขึ้นทุกที แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนจะน่ากลัวเหมือนเรื่องจริงที่ข้าพเจ้าประสบมากับตา ประมาณเที่ยงตรงตำรวจก็เข้ามาในร้านและบอกให้ข้าพเจ้าเชิญลูกค้าออกจากร้านไปให้หมด

       “ นายซาลูคอส ” ตำรวจพูด เมื่อยื่นสิ่งของที่ข้าพเจ้าทำหายไปเมื่อคืนมาตรงหน้า “ ของเหล่านี้เป็นของท่านใช่ไหม ”

       ข้าพเจ้านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะปฏิเสธดีหรือไม่ แต่เหลือบเห็นเจ้าของร้านที่ข้าพเจ้าเช่าและคนอื่น ๆ อีกหลายคนโผล่มองดูที่ประตูซึ่งปิดไม่สนิท และพวกเขาสามารถจะให้การตรงข้ามกับข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจจะไม่ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นด้วยการพูดปด จึงยอมรับว่าเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้น ตำรวจจึงบอกให้ข้าพเจ้าตามไป เขานำข้าพเจ้ามาที่อาคารหลังใหญ่ ซึ่งข้าพเจ้าทราบในไม่ช้าว่าเป็นคุก เขานำข้าพเจ้าเข้าไปในห้องเพื่อรอการสอบสวนต่อไป

       สภาพของข้าพเจ้านั้นน่าสังเวชเต็มที ขณะที่นั่งรออยู่เฝ้าคิดถึงแต่สภาพอันเลวร้ายนี้ ข้าพเจ้าได้ทำการฆาตกรรมจริง แม้จะไม่ได้ตั้งใจ มันหลอกหลอนความรู้สึกทุกเมื่อ ข้าพเจ้าไม่อาจปฏิเสธตนเองได้ว่าเหรียญทองเหล่านั้นเป็นสิ่งล่อข้าพเจ้าเข้าไปติดกับเหมือนกับคนตาบอด สองชั่วโมงต่อมาข้าพเจ้าก็ถูกเรียกไปสอบสวน เมื่อเดินออกจากห้องก็ขึ้นบันไดไปชั้นบน เข้าไปในห้องใหญ่ มีชายสิบสองคนนั่งอยู่ ทุกคนหนวดยาวสีเทานั่งล้อมโต๊ะยาว ปูผ้าดำกลางห้อง ข้างฝาห้องมีม้ายาวมีคนสำคัญ ๆ ในเมืองฟลอเรนซ์นั่งอยู่เต็มไปหมด เมื่อข้าพเจ้าก้าวไปยืนหน้าโต๊ะ ชายคนหนึ่งหน้าตาเคร่งขรึมและเศร้าสร้อยลุกขึ้นยืน ท่านเจ้าเมืองนั่นเอง เขากล่าวว่าเขาเป็นบิดาของผู้ตายดังนั้นจึงต้องขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้ และให้ผู้มีอาวุโสสูงสุดในคณะกรรมการเมืองเป็นประธานแทน ท่านผู้นี้อายุไม่ต่ำกว่าเก้าสิบปี เมื่อลุกขึ้นยืนหลังงองุ้ม ผมขาวโพลน แต่นัยน์ตายังไม่ไร้ประกาย เสียงหนักแน่นมั่นคง เขาเริ่มซักถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับการฆาตกรรม ข้าพเจ้าขอเวลาอธิบาย ข้าพเจ้าอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไปตามความจริง เล่าเท่าที่รู้ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าท่านเจ้าเมืองหน้าซีดแล้วกลับแดง พอข้าพเจ้าหยุดพูด เขาก็ลุกขึ้นร้องตะโกนด้วยความโกรธว่า

       “ แก ไอ้วายร้าย ทำฆาตกรรมแล้วยังจะโทษคนอื่นอีก แกทำเพราะความโลภเท่านั้น...... ”

           ท่านประธานตำหนิท่านเจ้าเมืองที่สอดขึ้นมาเพราะได้ถอนตัวออกจากคณะกรรมการสอบสวนไปแล้วด้วยตนเอง และเสริมว่าไม่มีหลักฐานอะไรว่าการฆาตกรรมเกิดขึ้นเพราะความโลภ ในเมื่อท่านเจ้าเมืองเองให้การว่าไม่มีสมบัติอะไรหายไปจากห้องนั้นเลย และท่านประธานยังขอให้ท่านเจ้าเมืองเล่าถึงชีวิตแต่หนหลังของธิดา เพื่อประกอบการพิจารณาว่า ข้าพเจ้าได้เล่าความจริงหรือไม่ เขาให้เลื่อนการพิจารณาคดีไปวันรุ่งขึ้น เพื่อจะได้ตรวจตราหลักฐานเกี่ยวกับผู้ตาย ซึ่งท่านเจ้าเมืองจะต้องส่งมอบคณะลูกขุน ข้าพเจ้าถูกนำกลับไปเข้าคุก วันนั้นผ่านไปด้วยความทรมานใจอย่างยิ่ง หวังว่าจะมีอะไรเกี่ยวพันกันระหว่างหญิงผู้ตายกับเสื้อคลุมสีแดงนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าไปศาลด้วยความหวัง มีจดหมายหลายฉบับอยู่บนโต๊ะคณะกรรมการ ท่านประธานขอให้ข้าพเจ้าดูจดหมายเหล่านั้น และถามว่าใช่ลายมือของข้าพเจ้าหรือไม่ ข้าพเจ้าจำได้ชัดเจนว่าลายมือเดียวกับที่ส่งหนังสือถึงข้าพเจ้า จึงตอบไปตามตรง แต่ดูไม่มีใครเชื่อถือเลย พวกเขาว่าจะต้องเป็นจดหมายของข้าพเจ้าแน่ ๆ เพราะลงท้ายจดหมายด้วยอักษร ซ อันเป็นอักษรแรกของชื่อข้าพเจ้า จดหมายนั้นเป็นจดหมายขู่หญิงสาวผู้ตาย มิให้แต่งงานกับคู่หมั้นของเธอ

       เจ้าเมืองคงจะให้การอะไรร้าย ๆ เกี่ยวกับข้าพเจ้าไว้มาก เพราะวันนี้ข้าพเจ้าถูกข่มขู่และสงสัยมากกว่าวันก่อน ข้าพเจ้าอ้างถึงจดหมายสองฉบับที่ควรอยู่ในห้องพักของข้าพเจ้า แต่กลับได้รับคำตอบว่าพวกเขาไปค้นแล้วไม่พบอะไรเลย เย็นวันที่สองนี้ข้าพเจ้าเลิกหวังแล้วจะรอด วันที่สามข้าพเจ้าก็ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตเพราะได้ทำการฆาตกรรมอย่างวางแผนไว้ล่วงหน้า ชีวิตของข้าพเจ้าจบสิ้นลงแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยในโลกนี้ ไกลบ้าน ถูกหลอกลวงให้ฆ่าคนและต้องโทษประหาร

       ข้าพเจ้านั่งอยู่ตามลำพังในห้องขัง ในค่ำวันอันร้ายกาจนั้น สิ้นหวัง เฝ้ารอแต่ความตาย ชายคนหนึ่งก็เข้ามาและยืนมองข้าพเจ้า ไม่พูดอะไรอยู่นาน

       “ และนี่หรือ คือสภาพที่ข้าพเจ้าได้พบกับท่านอีกครั้ง ซาลูคอส ” เสียงของเขากระตุ้นความทรงจำของข้าพเจ้า แต่แสงสว่างในห้องขังไม่มากพอให้เห็นหน้าถนัด เขาคือ วาเลทตี้ สหายรักคนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าคบเพียงไม่กี่คนระหว่างศึกษาวิชาการอยู่ที่ปารีส เขาบอกว่า บังเอิญผ่านเข้ามาทางเมืองฟลอเรนซ์ บิดาของเขามีอำนาจอยู่ในเมืองนี้ไม่น้อย และเมื่อเขาได้ทราบเรื่องของข้าพเจ้าจึงแวะมาเยี่ยม และขอฟังจากปากของข้าพเจ้าเองว่าเหตุไรข้าพเจ้าจึงทำฆาตกรรมอันสยองขวัญนี้ ข้าพเจ้าเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง ดูเขางุนงงสงสัยมากเพราะเรื่องมันประหลาดเต็มที เขาขอให้ข้าพเจ้าพูดความจริงต่อเขา สหายคนเดียวในที่นี้ ขออย่าให้ข้าพเจ้าอำลาโลกนี้ไปพร้อมกับคำเท็จที่ริมฝีปากเลย ข้าพเจ้าสาบานว่าได้เล่าความจริงทุกประการ บาปประการเดียวของข้าพเจ้าคือได้ปล่อยใจให้ถูกล่อด้วยทองคำจำนวนมาก จนมิได้พิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดโดยถี่ถ้วน

       “ ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่รู้จักไบอันคามาก่อนเลย ” เพื่อนซัก

       ข้าพเจ้ายืนยันว่า ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเธอด้วยซ้ำ วาเลทตี้กล่าวว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะต้องมีอะไรลึกลับอยู่แน่ ๆ ท่านเจ้าเมืองเร่งเร้าคณะลูกขุนให้ลงโทษข้าพเจ้า เวลานี้มีข่าวลือไปทั่วเมืองว่าข้าพเจ้าจะต้องสนิทสนมกับไบคามาก่อนเป็นเวลานานแล้ว และได้ฆ่าเธอเพราะโกรธแค้นที่เธอจะแต่งงานกับคนอื่น ข้าพเจ้าบอกเพื่อนว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นชายในเสื้อคลุมสีแดงนั้นมากกว่า แต่ข้าพเจ้าไม่มีทางจะพิสูจน์ความจริงได้เลย วาเลทตี้กอดข้าพเจ้าร้องไห้และสัญญาว่า จะช่วยข้าพเจ้าจนสุดความสามารถมิให้ถูกประหาร สองวันเต็ม ๆ ที่ข้าพเจ้าคอยอยู่อย่างกระวนกระวาย ในที่สุดวาเลทตี้ก็มาพบ

       “ ข้าพเจ้ามีข่าวดีจะมาแจ้งให้ทราบ แม้ว่าจะยังมีเรื่องไม่น่าสบายใจนัก ท่านจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแต่จะต้องถูกตัดมือข้างหนึ่ง ”

       ข้าพเจ้าตื้นตันใจอย่างยิ่ง และขอบคุณสหายรักที่ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ได้ เขาเล่าว่าท่านเจ้าเมืองไม่ยินยอมให้มีการไต่สวนใหม่แม้จะได้วิ่งเต้นอย่างไรก็ตาม แต่เพื่อมิให้ใครว่าขาดความยุติธรรมได้ จึงอนุญาตให้มีการลดหย่อนผ่อนโทษได้ หากมีกฎหมายยินยอมให้คดีคล้ายคลึงกันนี้ สหายของข้าพเจ้าและบิดาของเขาช่วยกันค้นตำราหนังสือเก่าๆ และพบคดีที่พอจะเข้าข่ายได้ การลงโทษมีว่าให้ตัดมือซ้ายริบทรัพย์สมบัติทั้งหมดและเนรเทศมันผู้นั้นไปให้พ้นอาณาจักรตลอดกาล ข้าพเจ้าจึงถูกลงโทษเช่นนี้ ข้าพเจ้าเตรียมตัวคอยการลงทัณฑ์อันเจ็บปวด ข้าพเจ้าจะไม่บรรยายให้ท่านฟังถึงภาพอันน่าสะพรึงกลัวในการตัดมือข้าพเจ้ากลางตลาด เมื่อข้าพเจ้าต้องวางมือลงบนเขียงและถูกตัดจนเลือดโชก

       วาเลทตี้พาข้าพเจ้าไปพักบ้านของเขาจนแผลหาย และเขาหาเงินค่าเดินทางให้ข้าพเจ้าด้วยความกรุณาเพราะทางการได้ริบสมบัติของข้าพเจ้าไปหมดสิ้น ข้าพเจ้าออกเดินทางไปซิซิลีก่อน แล้วจึงโดยสารเรือกลับคอนสแตนติโนเปิ้ล ข้าพเจ้าไปพบเพื่อนที่เคยฝากเงินไว้ ข้าพเจ้ามีสมบัติเหลืออยู่ก็เท่านั้นเอง ข้าพเจ้าเอ่ยปากขออาศัยอยู่กับเขา แต่เพื่อนกลับถามว่าทำไมข้าพเจ้าไม่ไปอยู่บ้านของตนเอง ข้าพเจ้าประหลาดใจมาก

       เพื่อนเล่าต่อไปว่ามีคนแปลกหน้าไปซื้อบ้านไว้หลังหนึ่งในบริเวณของชาวกรีกในตัวเมือง และบอกเพื่อนบ้านไว้ว่าข้าพเจ้าจะกลับมาอยู่ ข้าพเจ้ากับเพื่อนจึงพากันไปที่นั่น ข้าพเจ้าไปพบคนรู้จักเก่าแก่หลายคน คนหนึ่งมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้ข้าพเจ้าและบอกว่าเป็นจดหมายของคนที่มาซื้อบ้านในนามของข้าพเจ้าฝากไว้ให้

       จดหมายนั้นมีใจความ :

       “ ซาลูคอส สองมือนี้พร้อมและกระตือรือร้นจะช่วยท่านทำทุกสิ่งให้ท่านเพื่อทดแทนการสูญเสียมือไปข้างหนึ่ง บ้านที่ท่านเห็นนี้ และทุกอย่างในบ้านเป็นของท่าน และทุกปีจะมีเงินส่งมอบมายังท่านก้อนหนึ่ง มากพอจะให้ท่านเป็นคนร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดิน หวังว่าวันหนึ่งท่านจะให้อภัยต่อเขาผู้มีความทุกข์ยิ่งกว่าท่าน ”

       ข้าพเจ้าไม่ต้องลำบากเดาเลยว่าจดหมายจากใคร เมื่อถามผู้รับฝากจดหมายไว้ก็ได้ทราบว่ามีชายคนหนึ่งซึ่งเขาคิดว่าเป็นชาวฝรั่งเศส สวมเสื้อคลุมสีแดงฝากไว้ให้ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคงไม่อาจลืมความผิดของเขาที่ทำไว้ได้ บ้านใหม่ของข้าพเจ้าสวยงาม เครื่องเรือนทุกชิ้นเป็นของดีมีราคาและยังมีร้านค้าพร้อมด้วยสินค้าอย่างดีที่ข้าพเจ้าไม่เคยมีมาก่อนเลยอีกร้านหนึ่งให้ด้วย

       สิบปีต่อมาข้าพเจ้ายังคงเดินทางค้าขาย เพราะความเคยชินเก่า ๆ มากกว่าความจำเป็น แต่ข้าพเจ้าไม่เคยแวะประเทศที่ข้าพเจ้าไปรับทุกข์มานั้นเลย ทุกปีข้าพเจ้าจะได้รับทองคำหนึ่งพันเหรียญ มันทำให้ข้าพเจ้ายินดีขึ้นนิดหนึ่งที่ชายคนนั้นปฏิบัติต่อข้าพเจ้าดีถึงเพียงนี้ แต่ไม่มีเงินจำนวนมากเท่าใดจะอาจช่วยให้ข้าพเจ้าคลายความทุกข์ได้ เพราะข้าพเจ้ายังคงมองเห็นภาพไบอันคากำลังดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าด้วยความสยองขวัญเสมอ

       ด้วยประโยคสุดท้ายนี้เรื่องราวของซาลูคอสที่เล่าก็จบลง ทุกคนฟังด้วยความสนใจ และแขกของกองคาราวานดูเหมือนจะสะเทือนใจมากกว่าเพื่อน เขาถอนใจใหญ่ครั้งหรือสองครั้งระหว่างฟังเรื่องของมูเล่ย์ดูเหมือนจะมีน้ำตาคลอที่หางตา พวกเขาคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่เป็นเวลานาน

       “ แล้วท่านไม่รู้สึกเกลียดเจ้าคนแปลกหน้าที่ทำให้ท่านต้องเสียอวัยวะดี ๆ ไปหรอกรึ แล้วยังทำให้ท่านเกือบตายเสียด้วย ”

       “ เมื่อก่อนมีบ้าง ” ซาลูคอสตอบ “ ข้าพเจ้าเคยสาปแช่งเขาต่อหน้าพระเจ้าที่นำความทุกข์มาสู่ข้าพเจ้า แต่ภายหลังข้าพเจ้าหันมาปลอบใจตนเองด้วยความเชื่อที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้อภัยศัตรูและยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้ารู้ว่าเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าข้าพเจ้ามากนัก ”

       “ ท่านเป็นผู้มีน้ำใจประเสริฐแท้ ” แขกแปลกหน้าพูดขึ้นและจับมือพ่อค้าชาวกรีกด้วยอารมณ์สะเทือนใจ

       การสนทนาถูกขัดจังหวะเพราะหัวหน้ากองคุ้มกันภัยเข้ามาในกระโจม สีหน้าบอกให้รู้ว่าไม่ค่อยจะปลอดภัยเสียแล้วที่จะพักต่อไป เพราะบริเวณนี้เป็นเขตที่กองคาราวานทั้งหลายถูกโจมตีเสมอ และยิ่งไปกว่านั้นคนของเขาเห็นขบวนคนขี่ม้ามาแต่ ไกลบรรดาพ่อค้าตกใจกลัวกันมาก ความกลัวของพวกเขาทำให้เซลิมประหลาดใจ เพราะว่าคาราวานนี้มีอาวุธพร้อม ไม่น่าจะต้องเกรงพวกโจรอาหรับเหล่านั้นเลย

       “ ก็จริงอยู่หรอกท่าน ” หัวหน้ากองคุ้มกันตอบ “ หากว่าเป็นโจรธรรมดา ๆ เราก็นอนต่อให้สบายใจได้ แต่นี่แถวนี้มีคนเห็นออร์บาซานออกปฏิบัติการด้วยตนเองบ่อยครั้งในระยะนี้ ดังนั้นเราจึงต้องระวังตัวให้ดี ”

       เซลิมอยากรู้ว่าออร์บาซานเป็นใคร พ่อค้าอาวุโสบอกว่าเป็นเรื่องเล่าเหมือนตำนานในหมู่นักเดินทางเกี่ยวกับคนประหลาดคนนี้

       “ บางคนนับถือเขาเหมือนเทพเจ้าทีเดียวเพราะเขาสามารถต่อต้านคนถึงห้าหกคนได้สบาย ๆ บางคนบอกว่าเขาเป็นชาวฝรั่งเศสซึ่งเคราะห์ร้ายต้องทิ้งบ้านทิ้งเมืองมา แต่ที่แน่ ๆ และรู้กันเกี่ยวกับเขาก็คือเขาเป็นโจรปล้นสะดมพ่อค้าที่ร้ายกาจมาก ”

       “ แต่เราจะพูดอย่างนั้นเต็มปากเต็มคำนักไม่ได้หรอกนะ ” เลซาห์ พ่อค้าคนหนึ่งขัดขึ้น “ แม้ว่าเขาจะเป็นโจร แต่ก็เป็นคนมีจิตใจประเสริฐทีเดียว เขาได้พิสูจน์หัวใจของเขาต่อน้องชายของข้าพเจ้ามาแล้ว ข้าพเจ้าอาจเล่าสู่ให้ท่านฟังได้ คนของเขาล้วนเป็นคนมีระเบียบวินัยดี เมื่อเขาอยู่แถวไหนจะไม่มีโจรก๊กอื่นกล้าปรากฏตัวเลย วิธีการปล้นของเขาก็ต่างกับโจรอื่น เขาปล้นเฉพาะเงินทองของกองคาราวานเท่านั้น และหากยอมจ่ายแต่โดยดีแล้ว กองคาราวานนั้นก็เดินทางต่อไปโดยปลอดภัย เพราะออร์บาซานคือเจ้าทะเลทราย ”

       วาจานั้นดำเนินไปเรื่อย ๆ ในกระโจม แต่บรรดายามนอกกระโจมเริ่มกระวนกระวาย เพราะเห็นขบวนม้าห่างออกไปเพียงหนึ่งไมล์ครึ่งเท่านั้น และกำลังวิ่งตรงมาที่กองคาราวานเสียด้วย ยามคนหนึ่งเข้าไปในกระโจมเพื่อเตือนให้ระวังเนื่องจากอาจถูกโจมตีในเวลาอันใกล้ พ่อค้าปรึกษากันว่าควรจะทำอย่างไรดี ควรจะออกไปพบกับพวกโจรหรือว่ารอให้ถูกโจมตีก่อน อาห์เม็ดและพ่อค้าอาวุโสอีกสองคนเลือกประการหลัง แต่มูเล่ย์และซาลูคอสคิดว่าออกไปปะทะกับพวกโจรก่อนจะดีกว่า และพยายามชักชวนบุรุษแปลกหน้าให้เข้ากับเขา แต่บุรุษนั้นค่อย ๆ ดึงผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าผืนเล็ก ๆ ออกจากเข็มขัด ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้ามีจุดเป็นดาวสีแดงหลายดวง เขาผูกผ้ากับปลายแหลนแล้วสั่งให้ทาสคนหนึ่งนำไปปักบนหลังคากระโจม และว่าเขากล้าเอาชีวิตเป็นประกันว่าพวกโจรเมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้แล้วจะขี่ม้าผ่านไปเงียบ ๆ มูเล่ย์สงสัยว่าจะสำเร็จจริงหรือ แต่ทาสก็นำไปปักไว้ตามสั่ง ทุกคนนอกกระโจมจับอาวุธเตรียมต่อสู้ คอยดูขบวนม้านั้นด้วยความตื่นเต้น แต่บรรดาขบวนม้าเมื่อเห็นผ้าบนหลังคากระโจมก็ชักม้าเปลี่ยนทิศทาง และวิ่งลับไปในทิศทางตรงกันข้ามทันที

       พ่อค้าและนักเดินทางทั้งหลายยืนนิ่งหลายนาทีมองเหตุการณ์ด้วยความงุนงง แล้วก็มองหน้าบุรุษแปลกหน้าแต่เขาทำท่าไม่สนใจอะไร ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอาแต่มองไปในที่ราบเบื้องหน้า ในที่สุดมูเล่ย์ก็ทำลายความเงียบขึ้น

       “ ท่านเป็นใครกันแน่ ทำไมจึงมีอำนาจสั่งการบรรดาโจรร้ายด้วยผ้าเพียงผืนเดียวเท่านั้น ”

       “ ท่านยกย่องข้าพเจ้ามากเกินความจริงแล้วละท่าน ” เซลิม เบรุค ตอบ “ ข้าพเจ้าได้ผ้านั้นมาเมื่อหนีออกจากที่คุมขัง ข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามันหมายความว่าอะไร เท่าที่ทราบก็คือใครแสดงผ้าผืนนี้แล้วจะเดินทางอย่างปลอดภัยเต็มที่ ”

       พ่อค้าทั้งห้าขอบคุณบุรุษแปลกหน้าในฐานะผู้ช่วยให้รอดพ้นจากอันตราย เพราะขบวนม้านั้นย่อมจะเอาชนะขบวนคุ้มกันของกองคาราวานได้ในเวลาไม่นาน

       ทุกคนเข้าไปพักผ่อนด้วยความสบายใจ เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตก ลมเย็นพัดมา ก็จัดการเก็บกระโจมออกเดินทางต่อ

       วันต่อมาเขาหยุดพักยังที่ซึ่งห่างจากชายทะเลทรายเพียงการเดินทางอีกวันเดียวเท่านั้น พ่อค้าและเซลิมพักในกระโจมเดียวกันเช่นเคย เลซาห์พ่อค้าเริ่มสนทนาขึ้นว่า

       “ เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าได้บอกกับท่านว่าออร์บาซานนั้นเป็นโจรก็จริงแต่มีหัวใจประเสริฐ ดังนั้นวันนี้ท่านจะอนุญาตให้ข้าพเจ้าเล่าเรื่องของน้องชายของข้าพเจ้าซึ่งเกี่ยวพันกับออร์บาซานดีไหม บิดาของข้าพเจ้าเป็นคาดีแห่งอัลคารา มีลูกสามคน ข้าพเจ้าเป็นคนโต น้องชายน้องสาวของข้าพเจ้าอายุน้อยกว่าข้าพเจ้ามาก เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ยี่สิบปีพี่ชายของบิดาได้ขอข้าพเจ้าไปเป็นทายาทและให้ข้าพเจ้าอยู่กับท่านจนสิ้นชีวิตลง ลุงของข้าพเจ้าอายุยืนมากทีเดียว ข้าพเจ้าได้กลับบ้านในอีกสองปีต่อมา ไม่ทราบเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นที่บ้านของข้าพเจ้าเลยรวมทั้งวิถีทางที่พระเจ้าได้เมตตาต่อพวกเราด้วย ”

จบตอนที่ 3/2 :
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com