| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่สี่ตอน 1
    " ตามช่วยฟาติมา "
  • เลซาห์ พ่อค้า ผู้เล่า
ตอนที่ ๔/๑
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :

        น้องชายข้าพเจ้ามุสตาฟาและน้องสาวฟาติมาอายุใกล้เคียงกันมาก คนแรกแก่กว่าเพียงสองปี ทั้งสองรักกันมากและได้พยายามทำตัวดีให้บิดาสบายใจ เพราะบิดาเริ่มชราและไม่แข็งแรง เมื่อฟาติมาอายุครบสิบหกปี มุสตาฟาได้จัดงานฉลองให้เขาเชิญเพื่อน ๆ ของน้องสาวมาทุกคนเลี้ยงอาหารอย่างดีในสวนของบิดา ตอนเย็นก็พาไปเที่ยวเรือซึ่งเช่ามาและตกแต่งอย่างสวยงาม ฟาติมาและเพื่อนๆ ดีใจมาก อากาศในตอนเย็นสบายและสว่าง เป็นชั่วโมงที่ตัวเมืองสวยที่สุด เมื่อมองจากเรือ เด็ก ๆ สนุกสนานกันใหญ่และรุกเร้าขอให้น้องชายของข้าพเจ้านำเรือออกไปไกลกว่าปากแม่น้ำ จนกระทั่งออกทะเลไปไกลทีเดียว น้องชายของข้าพเจ้าก็ทำตามแม้จะไม่เต็มใจนัก เพราะสองสามวันก่อนหน้านี้มีเรือแปลกหน้าลำหนึ่งมาแล่นวนเวียนอยู่ใกล้เมืองมีแหลม สาว ๆ ขอให้มุสตาฟานำเรือไปที่นั้นเพื่อจะได้ชมพระอาทิตย์ตกทะเลจากตรงนั้น แต่เมื่อไปใกล้แหลม กำลังแล่นอ้อมแหลมอยู่ก็ได้เห็นเรือลำหนึ่ง มีบุรุษอาวุธพร้อมหลายคนไม่ไกลนัก มุสตาฟาเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งให้คนพายรีบพายเรือเข้าฝั่ง ความหวาดหวั่นของเขาเป็นจริงเพราะพวกนั่นพายเรือไล่ตามมา เรือนั้นมีมากกว่า แข็งแรงกว่า จึงตามมาทันและเข้าดักหน้าเรือของมุสตาฟาไว้ แม่สาว ๆ รู้ว่ามีอันตรายก็ยืนขึ้น ร้องกรี๊ด ๆ วิ่งไปมา มุสตาฟาพยายามขอให้สงบใจลงบ้างแต่ก็ไม่ได้ผล เมื่อใกล้เรือของพวกผู้ร้ายมากขึ้น แม่สาว ๆ ก็พากันวิ่งหนีไปทางท้ายเรือเป็นทางเดียวกัน เรือเลยล่ม ขณะนั้นเองมีผู้เห็นเหตุการณ์จากบนฝั่งเพราะชาวเมืองระแวงเรื่องเรือใหญ่แปลกหน้านั้นอยู่แล้วจึงมีคนคอยเฝ้าดู ชาวเมืองนำเรือหลายลำลงมาช่วย แต่ก็ช่วยมาได้เพียงสาว ๆ ที่ตกน้ำเท่านั้น ไม่สามารถจับพวกผู้ร้ายได้ เรือเล็กของพวกผู้ร้ายหนีไปได้ เรือของชาวเมืองสองลำช่วยกันดึงสาว ๆ ขึ้นจากน้ำ และเมื่อเข้ามาใกล้กันก็นับจำนวนดู เพราะไม่แน่ใจว่าจะช่วยมาได้หมดทุกคนหรือไม่ อนิจจา ฟาติมาและเพื่อนอีกคนหนึ่งของเธอหายไป และในเรือลำหนึ่งมีบุรุษแปลกหน้า ไม่มีใครรู้จักอยู่ด้วย มุสตาฟาคาดคั้นถามชายนั้นดูได้ความว่าเขาเป็นคนจากเรื่องโจรสลัด ซึ่งจอดทอดสมออยู่ห่างสองไมล์ไปทางตะวันออก เพื่อน ๆ ได้ทิ้งเขาไว้ขณะที่หลบหนีเรือของชาวเมืองเพราะเขามัวแต่จะดึงพวกสาว ๆ จากน้ำ เขาเล่าต่อไปว่าพวกโจรจับผู้หญิงไปได้สองคน

        ความทุกข์ของบิดานั้นไม่อาจประมาณได้ มุสตาฟาเองก็แทบจะตายด้วยความเสียใจ นอกจากจะเป็นห่วงน้องที่หายแล้ว เขายังต้องตำหนิตนเองด้วยที่เป็นสาเหตุของเคราะห์ร้ายครั้งนี้ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ แม่สาวคนที่หายไปพร้อมกันฟาติมาคือหญิงที่มุสตาฟาหมายมั่นไว้และบิดามารดาของหล่อนก็ตกลงจะยกให้ แต่มุสตาฟายังไม่กล้าพอจะแจ้งให้บิดาทราบเพราะพ่อแม่ของหญิงนั้นยากจนและตระกูลต่ำ บิดาของข้าพเจ้าเป็นคนเข้มงวด เมื่อระงับความเศร้าโศกได้แล้วจึงให้คนไปตามมุสตาฟามาหา และบอกเขาว่า

        “ ความไม่รอบคอบของเจ้าได้ทำให้ข้าหมดความสุขในวัยชรา จงออกไปจากบ้านนี้ ไปให้พ้นสายตาของข้าเพราะมันก่อให้เกิดความระคายเคือง ข้าขอสาปแช่งเจ้าและทายาทของเจ้าจนกว่าจะสามารถนำฟาติมากลับมาหาข้าได้ คำสาปแช่งของข้าจึงถูกยกเลิกจากหัวของเจ้า ”

       น้องชายของข้าพเจ้าไม่คาดมาก่อนว่าจะเป็นเช่นนี้ ตัวเขาเองได้คิดการจะออกไปตามช่วยน้องและเพื่อนสาวของเธออยู่แล้ว และหวังว่าบิดาจะอวยพรให้การเดินทางของเขาเป็นไปด้วยดี แต่บัดนี้เขาถูกไล่ให้ไปตามช่วยน้องพร้อมกับคำสาปแช่งจากบิดา ความทุกข์ที่มีอยู่แล้วทำให้หัวใจสลาย แต่อย่างไรก็ตามความเคราะห์ร้ายที่กระหน่ำลงมาอีกกลับทำให้เขาแกร่งขึ้น

        เขาไปหาโจรสลัดที่ถูกจับได้และถูกขังอยู่ เพื่อถามหนทางของเรือสลัดนั้นว่าจะไปไหน และได้ทราบว่าพวกสลัดค้าทาส และปรกติมีตลาดใหญ่อยู่ที่เมืองบัลซอรา

        เมื่อกลับมาเตรียมการเดินทางที่บ้าน บิดาของข้าพเจ้าค่อยคลายความโกรธแค้นลงไป ให้ทาสนำเงินมาให้ เพื่อช่วยในการเดินทาง

        มุสตาฟาไปลาพ่อแม่ของโซเรดคู่หมั่นหมายของเขาและออกเดินทางไปบัลซอรา เขาต้องเดินทางบกไปเพราะจากเมืองเล็ก ๆ ของเรา ไม่มีเรือเดินทางตรงไปบัลซอรา มุสตาฟาต้องเดินทางคร่ำเคร่งทุกวัน เพราะเกรงว่าจะไปช้ากว่าเรือหลายวันนักเขามีม้าฝีเท้าจัด และไม่มีของหนัก จึงคาดว่าจะไปถึงในเย็นวันที่หก แต่ในเย็นวันที่สี่เมื่อขี่ม้าอยู่ตามลำพังก็ถูกคนสามคนเข้าโจมตีอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนแข็งแรง อาวุธพร้อมและคงมีจุดประสงค์จะเอาม้าและเงินทองมากว่าชีวิตมุสตาฟาจึงยอมแพ้ ทั้งสามคนลงจากม้า มัดขามุสตาฟาไว้กับท้องม้าและไม่พูดอะไรต่อไป ใช้เชือกผูกลากเอาม้า และมุสตาฟาไปกับพวกมัน และไปอย่างรวดเร็ว มุสตาฟาได้แต่ปล่อยตัวไปด้วยความสิ้นหวัง ดูเมือนว่าคำสาปแช่งของบิดาจะเริ่มให้ผล เขาจะช่วยฟาติมาและโซเรดได้อย่างไรในเมื่อถูกปล้นหมดหนทางเช่นนี้ มีแต่ชีวิตจะชดใช้ให้สองสาวนั่นเท่านั้น พวกคนแปลกหน้าทั้งสามเดินทางเงียบ ๆ ไปอีกไมล์ครึ่ง ก็เข้าไปในหุบเขา ร่มไม้ครึ้ม มีหญ้าขึ้นหนาแน่น มีลำธารไหลผ่าน ดูน่าพักอาศัย ในหุบเขามีกระโจมประมาณสิบห้าถึงยี่สิบกระโจม มีอูฐและม้างาม ๆ ผูกอยู่กับหลัก มีเสียงขิมและเสียงบุรษสองคนดังมาจากในกระโจมหลังหนึ่ง น้องชายของข้าพเจ้าคิดว่าคนที่เลือกที่พักงาม ๆ สบาย ๆ อย่างนี้คงไม่ใช่คนร้ายกาจอะไรนัก เขาไม่เข้าใจอะไรเลยแต่ก็ไม่กลัวนัก พวกนั้นแก้มัดเขาออก ให้ลงจากม้าและกวักมือให้เดินตามไป เขาถูกนำไปในกระโจมใหญ่ ภายในประดับประดาสวยงามมีเบาะปักดิ้นทอง พรมทออย่างดี หากของเหล่านี้ไปปรากฏอยู่ในบ้านเรือน ย่อมแสดงถึงความร่ำรวยหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ในสภาพเช่นนี้ย่อมได้มาจากการปล้นแน่ ๆ ชายแก่ร่างเล็กคนหนึ่งนั่งอยู่บนเบาะ หน้าของเขาน่าเกลียดผิวสีน้ำตาลเข้มเป็นมัน นัยน์ตามีแววชั่วร้าย ปากก็ส่อความรู้สึกเกลียดชังแสยะตลอดเวลา แม้เขาจะทำท่าว่าตัวเองมีความสำคัญ แต่มุสตาฟามองออกในทันทีว่ากระโจมนี้ไม่ใช่ของชายแก่คนนี้แน่ และคำสนทนาระหว่างคนที่จับเขามาก็ยิ่งทำให้เขาแน่ใจยิ่งขึ้น

        “ ท่านผู้ทรงพลังไปไหน ” เขาถามชายร่างเล็ก

        “ ไปล่า ” ชายร่างเล็กตอบ “ แต่ท่านไม่มอบหมายให้ข้าตัดสินใจทุกอย่างแทน ”

        “ ถ้าจริงก็โง่ไปหน่อยละ ” คนหนึ่งย้อนให้ “ เพราะเรื่องนี้ใหญ่มาก ชักช้าไม่ได้ ท่านต้องตัดสินใจว่าจะให้ไอ้หมานี่ตายหรืออยู่ และท่านรู้ดีกว่าแก ”

        ชายชราไม่ยอม เขายืนขึ้น พยายามเขย่งตัวขึ้นเพื่อให้มือถึงหูของฝ่ายตรงกันข้าม ยิ่งไปกว่านั้นเขาพยายามจะต่อยกกหูผู้ที่หมิ่นเขาแต่ไม่ได้ผล และยังถูกผลักล้มลงไปโดยที่ฝ่ายหลังมิได้ชักช้าเลย กระโจมสั่นเพราะการต่อสู้กันนั้น ทันใดประตูกระโจมก็เปิดออก ชายร่างสง่าคนหนึ่งเดินเข้ามา งามราวกับเจ้าชายเปอร์เซีย เสื้อผ้าและอาวุธธรรมดา แต่มีดสั้นและดาบสวยงามมาก กระนั้นท่าทางทั้งหมดของเขา ก็ทำให้ผู้พบเห็นนับถือได้โดยไม่ต้องถึงกับหวาดกลัว

        “ ใครกล้ามาทะเลาะกันในกระโจมของข้า หา !” เขาตะคอกคู่ต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายเงียบกริบ ในที่สุดคนหนึ่งในหมู่ผู้ที่จับมุสตาฟามาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สีหน้าของ “ ท่านผู้ทรงพลัง ” ตามที่พวกนั้นเรียกแดงขึ้นด้วยความโกรธ

        “ ข้าได้มอบหมายให้เจ้าทำอะไรแทนข้าแต่เมื่อไร ฮัสซัน ” เขาด่าชายร่างเล็กด้วยเสียงดุดันฝ่ายนั้นทำท่าเหมือนจะหดเล็กลงอีกด้วยความกลัว เขาพยายามจะหลบออกไปทางประตู เมื่อท่านผู้ทรงพลังก้าวเข้าไปใกล้ ชายร่างเล็กรีบหลบวูบออกไปด้วยท่ากระโดดประหลาด

        เมื่อตัวยุ่งออกไปพ้นแล้ว คนทั้งสามก็นำมุสตาฟาไปยังหัวหน้าของเขาซึ่งเพิ่งนั่งลงบนเบาะ

        “ พวกเราจับตัวคนที่ท่านต้องการมาได้แล้วครับ ”

        ชายผู้นั้นมองนักโทษอยู่นานและว่า

        “ ปาชาสุลีไอก้า สติของท่านคงจะบอกท่านให้เองนะว่าทำไมจึงต้องมายืนอยู่ต่อหน้าออร์บาซาน ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นน้องชายของข้าพเจ้าก็คุกเข่าลงต่อหน้าหัวหน้าโจรร้องว่า

        “ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านเข้าใจผิดเสียแล้ว ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนเดินทางผู้กำลังมีความทุกข์ท่วมหัวใจ ไม่ใช่ปาชาที่ท่านกำลังหาตัวอยู่ ”

        ทุกคนในกระโจมทำท่าประหลาดใจในวาจานี้ หัวหน้ากระโจมเอ่ยขึ้นว่า

        “ เห็นจะไม่ได้ประโยชน์ในการเสแสร้งหรอกนะ เพราะว่าเราสามารถหาพยานมาชี้ตัวท่านได้ ”

        แล้วเขาก็สั่งให้นำซูไลมาเข้าพบ หญิงชราคนหนึ่งเข้ามาในกระโจม และเมื่อถูกถามว่าจำได้ไหมว่าชายผู้นี้เป็นใครใช่ปาชาสุลีไอก้าหรือไม่ หญิงนั้นตอบว่า

        “ ใช่แน่ ๆ ค่ะ ท่าน สาบานต่อหน้าหลุมศพพระศาสดาได้เลยเชียวว่านี่คือปาชา ไม่ใช่ใคร ”

        “ เห็นไหม การเสแสร้งของท่านน่ะไร้ประโยชน์ ” ผู้ทรงพลังพูดด้วยความโกรธ “ ท่านน่ะไม่มีเกียรติพอจะให้มีดสั้นของข้าดื่มเลือดท่านหรอกนะ จะเปื้อนเสียเปล่า ๆ แต่พรุ่งนี้เช้ามืดท่านจะต้องถูกมัดไว้กับหางม้าของข้าตลอดเวลาที่ข้าออกไปล่าสัตว์ในป่า จนกว่าพระอาทิตย์ตกลับเทือกเขาสุลีไอก้า ”

        น้องชายผู้น่าสงสารของข้าพเจ้าหมดหวัง รำพันขึ้นว่า

        “ เพราะพ่อใจร้าย สาปแช่งข้าทำให้ข้าต้องตายอย่างทุเรศเช่นนี้ ” เขาร้องไห้คร่ำครวญ “ แล้วเจ้าฟาติมาน้องสาวผู้น่าสงสารและโซเรดที่รักของข้าต้องรับทุกข์ทรมานโดยไม่มีคนช่วย โธ่ ”

        “ คำโกหกของเจ้าไม่ได้ผลหรอก ” โจรคนหนึ่งเตือนขณะที่มัดมือน้องชายของข้าพเจ้าไขว้หลัง “ เร็วเข้า ออกไปจากกระโจมเสียเดี๋ยวนี้เพราะข้าเห็นท่านกัดริมฝีปากและยกมือลำมีดสั้น ถ้าอยากอยู่อีกวันละก็รีบออกมากับข้าเสีย

        ทันทีที่พวกโจรนำมุสตาฟาออกมานอกกระโจมก็ได้พบโจรสามคนนำนักโทษมาที่กระโจมหัวหน้าอีก พวกนั้นนำนักโทษเข้าไปพบหัวหน้าและว่า

        “ เราได้นำปาชามาตามที่ท่านสั่งแล้ว ” แล้วนำนักโทษไปตรงหน้าออร์บาซาน น้องชายของข้าพเจ้าได้เห็นหน้านักโทษนั้นแว่บหนึ่งเมื่อเดินผ่านเขาไป และได้เห็นว่าความแตกต่างระหว่างตัวเขาและชายผู้นั้น มีเพียงผิวหน้าที่คล้ำกว่า และหนวดดำกว่า จึงยืนตะลึง ท่านผู้ทรงพลังก็ดูงุงงงไม่แพ้กันในความเหมือนกันของบุรุษทั้งสอง

        “ ใครคือปาชากันแน่ ” เขามองน้องชายข้าพเจ้า และนักโทษคนหลัง

        “ ถ้าเจ้าหมายถึงปาชาสุลีไอก้าละก็ข้าเอง ” นักโทษผู้มาทีหลังตอบด้วยเสียงหยิ่งๆ

        ท่านผู้ทรงพลังมองนักโทษด้วยดวงตาเคร่งขรึมดุดัน

        และโบกมือให้ลูกน้องนำเขาไป เมื่อไปแล้วจึงตรงเข้ามาหาน้องชายของข้าพเจ้า ตัดเชือกให้ด้วยมีดสั้นของเขาและบอกให้นั่งลงข้างเขา

        “ ข้าเสียใจจริง ๆ อาคันตุกะ ที่เข้าใจผิดว่าท่านคือเจ้าวายร้ายนั้น ท่านเห็นจะต้องลงความเห็นว่า เป็นเพราะสวรรค์บันดาล ท่านจึงผ่านมาพอดีเวลาที่ข้าให้คนของข้าไปตามจับเจ้าคนวายร้ายนั่น ทำให้ท่านต้องตกมาในมือของพี่น้องของข้า ”

        น้องชายข้าพเจ้าตอบว่าขอเพียงให้เขาได้เดินทางต่อไปในทันที เพราะหากชักช้าไปแม้นิดเดียว ก็จะต้องลำบากอีกมาก ท่านผู้ทรงพลังจึงถามว่ามุสตาฟามีธุระร้อนอะไรนักหนา มุสตาฟาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง หัวหน้าโจรขอให้พักค้างคืนในกระโจมนั้นและวันรุ่งขึ้นจะนำไปบัลซอราทางลัด เสียเวลาเดินทางเพียงวันครึ่งเท่านั้น น้องชายของข้าพเจ้าตกลงตามนั้นและพักนอนในกระโจมนั้น หลับสนิทไปจนรุ่งเช้า

        เมื่อตื่นขึ้นก็พบว่าอยู่ในกระโจมตามลำพัง เขาได้ยินเสียงดังอยู่ภายนอก เสียงหนึ่งเป็นเสียงของหัวหน้าโจรอีกเสียงคือชายชราร่างเล็ก เขานิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความกลัว เพราะเจ้าคนร่างเล็กกำลังแนะนำให้ออร์บาซานฆ่ามุสตาฟาเสีย โดยอ้างเหตุว่าหากปล่อยไปเขาอาจจะทรยศ

        มุสตาฟารู้ได้ในทันทีว่าชายร่างเล็กนั้นอาฆาตที่ต้องเสียหน้าเมื่อวันก่อนเลยพาลเอากับมุสตาฟา หัวหน้าโจรนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนจะใช้ความคิดและตอบว่า

        “ ไม่ละ เขาเป็นแขกของข้า และหน้าที่ของข้าจะต้องรับแขกให้ดี ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ใช่คนที่จะทรยศต่อเราแน่ ๆ ”

        เมื่อพูดแล้วเขาก็เดินเข้ามา รูดม่านและเข้ามาให้กระโจม

        “ ขอสันติสุขจงบังเกิดแก่ท่าน มุสตาฟา ” หัวหน้าโจรเอ่ยขึ้น “ ให้เราไปดื่มอะไรตอนเช้านี้ก่อน แล้วจะได้ออกเดินทางกัน ”

        เขาส่งถ้วยเครื่องดื่มเป็นน้ำผลไม้แก่น้องชายของข้าพเจ้าเมื่อเรียบร้อยก็เตรียมม้าพร้อมบังเหียน มุสตาฟาใจชื้นเมื่อได้ม้าก็รีบขึ้นม้าออกเดินทาง ทิ้งกระโจมไว้เบื้องหลัง เดินทางไปตามถนนกว้างไปสู่ป่า ผู้ทรงพลังได้เล่าเรื่องปาชาให้น้องชายของข้าพเจ้าฟัง ปาชาเคยถูกเขาจับได้ระหว่างออกมาล่าสัตว์และได้ให้สัญญาว่าจะปล่อยให้ออร์บาซานและพรรคพวกอยู่ในอาณาจักรของเขาอย่างปราศจากผู้รบกวน แต่เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้คนเก่งที่สุดคนหนึ่งในหมู่ของพวกเขาถูกจับได้ ถูกทรมานและแขวนคนจนตาย พวกเขาได้รอคอยมานานและเมื่อจับได้คราวนี้ปาชาจะต้องตาย มุสตาฟาไม่กล้าคัดค้านอะไรเพราะรอดมาได้ก็บุญหนักแล้ว ควรจะขอบใจที่เขาปล่อยมาพร้อมทั้งอวัยวะครบถ้วน

        เมื่อถึงทางเข้าป่า ออร์บาซานหยุดม้า บอกทางให้น้องชายข้าพเจ้าและเอ่ยคำอำลา เขาจับมือน้องชายและว่า

        “ มุสตาฟา เราได้พบกันอย่างประหลาด ท่านได้มาเป็นแขกของออร์บาซานจอมโจร ข้าเห็นจะไม่ต้องคาดคั้นกับท่านว่าอย่าทรยศกับเรา ไม่ว่าท่านจะได้เห็นหรือได้ยินอะไรมาก็ตามท่านเพิ่งผ่านพ้นเคราะห์ที่ต้องเผชิญกับความตายหยก ๆ ข้าพเจ้าควรจะชดใช้ท่าน จบรับมีดสั้นนี้ไปเป็นที่ระลึก หากท่านต้องการความช่วยเหลือเมื่อไรจงส่งมีดสั้นนี้มาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปช่วยท่านทันที ส่วนถุงเงินนี้คงจะช่วยให้การเดินทางของท่านสะดวกขึ้น ”

        น้องชายของข้าพเจ้าขอบคุณคุณจอมโจรที่เมตตาเขารับมีดสั้นมาแต่ปฏิเสธที่จะรับถูกใส่เงิน แต่ออร์บาซานบีบมือเขาและทิ้งถุงเงินลงบนดิน และควบม้ากลับไปอย่างรวดเร็วราวฟ้าแลบ เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์ มุสตาฟาจึงลงจากม้าเก็บถุงเงินนั้นไว้และเมื่อเปิดดูก็ออกจะตกใจในความใจกว้างของออร์บาซานอยู่เพราะในนั้นเต็มไปด้วยทองคำ เขาสวดมนต์ขอบคุณพระเจ้าและรีบเดินทางไปยังบัลซอรา

        เลซาห์หยุดเล่า มองอาห์เม็ดด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม อาห์เม็ดจึงว่า

        “ ถ้าเป็นอย่างท่านเล่า ข้าพเจ้าก็เห็นจะต้องยอมเปลี่ยนในเรื่องออร์บาซาน เพราะเขาปฏิบัติต่อน้องชายของท่านอย่างดีทีเดียว ”

        “ เขาเป็นคนกล้าหาญ ” มูเล่ย์รับ “ แต่หวังว่าท่านคงจะไม่จบเรื่องแบบนี้นะเพราะว่าข้าพเจ้าคงคาดไม่ผิดหรอกทุกคนต้องการจะทราบว่าน้องชายของท่านเดินทางต่อไปอย่างไรและสามารถช่วยน้องสาวกับโซเรดคู่รักออกมาได้หรือไม่ ”

        “ ถ้าท่านไม่เบื่อข้าพเจ้าก็จะเล่าต่อไป เรื่องของน้องชายข้าพเจ้านั้นน่าสนใจมากและเต็มไปด้วยการผจญภัยอีกมาก ”

จบตอนที่ 4/1 :
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com