| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่หกตอน 1
    " เจ้าชายจอมปลอม "
  • อาลี ซิซาล ผู้เล่า
ตอนที่ ๖/๑
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :

  

       กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักเรียนตัดเสื้อคนหนึ่งชื่อลาบาคาน เขากำลังฝึกงานจากช่างตัดเสื้อฝีมือดีในเมืองอเลกซานเดรีย ไม่มีใครอาจกล่าวได้ว่าลาบาคานฝีมือไม่ดี เพราะเมื่อเขาต้องการแสดงฝีมือ เขาสามารถทำงานได้ดีมาก เย็บเสื้อได้สวยจริง ๆ ไม่มีใครอาจว่าเขาเกียจคร้านได้ บางทีเขาอาจนั่งเย็บเสื้ออยู่ได้นานหลายชั่วโมงติดต่อกันจนกระทั่งเข็มในมือร้อนฉ่าและด้ายแทบจะควันขึ้น ในเวลาเช่นนั้นเขาจะทำงานได้ดีกว่าช่างทุกคน

       แต่มีบางเวลาและบ่อยมากเสียด้วยที่เขาจะนั่งจมอยู่ในความคิด มองไปเบื้องหน้า สีหน้าประหลาดจนครูฝึกและช่างลูกมือคนอื่น ๆ พากันมองและพูดว่า “ ดูซีเจ้าลาบาคานของเราทำท่ายังกับเจ้าชายอีกแล้ว ”

       ในวันศุกร์ ขณะที่คนอื่น ๆ กลับจากสุเหร่าหลังการสวดเพื่อไปทำงานต่อ ลาบาคานจะออกจากสุเหร่าและเดินไปเรื่อย ๆ ด้วยท่าทางสง่า ไปตามถนนในเมือง สวมเสื้อชุดที่ดีที่สุดของเขา เขาสู้อุตส่าห์ประหยัดเงินไว้ซื้อเสื้อสวยชุดนี้ หากพบเพื่อนและเพื่อนทักทายเขาตามปรกติ เช่น สวัสดีลาบาคาน เป็นไงบ้าง เขาจะโบกมือตอบรับด้วยท่าหยิ่ง ๆ และผงกหัวให้นิดหนึ่ง

       เขาจะพอใจมากเมื่อครูฝึกซึ่งเป็นนายจ้างของเขาด้วยพูดเล่นว่า “ แกนี่ท่าเหมือนเจ้าชาย เชียวนะ ลาบาคาน ”

       “ อ้อ ท่านก็สังเกตเห็นเหมือนกันหรือ ” เขาตอบ “ ข้าพเจ้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ”

       ทุกสิ่งผ่านไปอย่างนี้เป็นปรกติอยู่นานโข นายจ้างก็ปล่อยเขาไปตามเรื่อง คิดว่ายกให้เขาเสียคนหนึ่ง เพราะถึงอย่างไรลาบาคานก็เป็นคนดีทำงานเก่ง ถึงจะเขลาอยู่สักหน่อยในเรื่องความหล่อเหลา แต่บังเอิญวันหนึ่งสุลต่านเสด็จผ่านเมืองนั้นและพักอยู่ วันหนึ่ง น้องชายของสุลต่านเซลิม ส่งเสื้อตัวหนึ่งมาให้ช่างแก้ไข ช่างมอบงานนี้ให้ลาบาคานเพราะเขาฝีมือละเอียดดีกว่าคนอื่น ๆ ตอนเย็นนายช่างและลูกจ้างคนอื่น ๆ พากันไปพักผ่อนเที่ยวเล่น ลาบาคานรู้สึกกระวนกระวายอยากกลับไปที่ร้านเต็มทีใจ นึกถึงแต่เสื้อชุดหรูของเจ้าชายเซลิม เขากลับไปที่ร้าน มองเสื้อสวยและฝีมือเย็บของตนเองอย่างชมเชย ผ้านิ่มมือเพราะเป็นไหมและต่วนแพรอย่างดี ลาบาคานไม่อาจห้ามความต้องการของตนได้ เขาจึงลองสวมเสื้อชุดนั้น มันพอเหมาะราวกับว่าเป็นเสื้อของเขาเอง

       “ เราจะเป็นเจ้าชายที่ดีได้พอ ๆ กับเซลิมในวันหนึ่งข้างหน้า ” เขาบ่นกับตนเองขณะที่เดินไปมาในห้อง “ ก็นายจ้างเราไม่เคยพูดหรอกรึว่าเราน่ะท่าเหมือนเจ้าชาย ”

       ไม่เพียงแต่ท่าทางของเขาจะเหมือนเจ้าเมื่อแต่งตัวชุดนั้น แต่ลาบาคานรู้สึกเอาเสียด้วยว่าเขาเป็นเจ้า เขานึกเอาเองว่าเขาคงเป็นลูกเจ้าพลัดพรากจากพระบิดามารดาในวัยเด็ก และตัดสินใจว่าจะออกจากเมืองนี้ซึ่งชาวเมืองล้วนแต่โง่เขลาจนไม่เห็นว่าเขานั้นเป็นเจ้าชายโดยกำเนิดเพื่อออกเผชิญโชค ดูเสมือนว่าเสื้อชุดนั้นเป็นของขวัญที่หมิ่นไม่ได้จากเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ลาบาคานรวบรวมเงินที่มีอยู่เล็กน้อย และออกจากเมืองอเลกซานเดรียไปในตอนค่ำวันนั้นเอง

       เจ้าชายองค์ใหม่ทำให้คนสนใจทุกแห่งที่ผ่านไปเพราะเสื้อสวย ท่าโก้ ไม่เข้ากับการเดินเท้าเสียเลย เมื่อมีคนถามลาบาคานก็บอกว่าเขามีเหตุผลของเขาเอง แต่เมื่อพบว่าการเดินเท้าทำให้เขาดูพิกล ลาบาคานจึงไปซื้อม้าแก่ ๆ มาตัวหนึ่งราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ ม้านั้นเหมาะกับลาบาคานอย่างยิ่งเพราะมันแก่มากจนเขาไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรก็ขี่มันได้ ซึ่งนับว่าโชคดีเพราะลาบาคานบังคับม้าแทบไม่เป็นเอาเลย

       วันหนึ่งขณะที่เขากำลังควบเมอร์วา ม้าของเขาไปตามถนน เขาก็พบบุรุษผู้หนึ่งควบม้ามาทันเขาและชักชวนให้เดินทางไปด้วยกัน เพราะคิดว่าการมีเพื่อนคุยคงจะทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อจนเกินไป หนทางดูจะสั้นเข้า

       เพื่อนใหม่ของลาบาคานเป็นชายหนุ่มรูปร่างดีสง่างามและเป็นเพื่อนเดินทางที่ดี เขาทั้งสองเล่าสู่กันฟังว่าเขามาจากไหน และจะไปไหน ปรากฏว่าชายนั้นออกแสวงโชคเช่นกัน เขาบอกว่าเขาชื่อ โอมาร์ เป็นหลานของเอลฟิเบย์ปาชาผู้ไร้ความสุขแห่งกรุงไคโรและเขาจะต้องเดินทางไปทำธุระให้ลุงตามคำสั่งก่อนตายของลุง ลาบาคานไม่ได้เล่าเรื่องชีวิตจริงของเขา เขาทำให้โอมาร์เข้าใจว่าเขาเป็นผู้มีตระกูลสูงและเดินทางเที่ยวเล่น

       ชายหนุ่มทั้งสองถูกคอกันมากและขี่ม้าไปด้วยกัน วันที่สองของการเดินทางลาบาคานถามโอมาร์ถึงธุระที่เขาจะต้องจัดการว่าคืออะไร โอมาร์ก็พาซื่อเล่าให้ฟัง

       โอมาร์ไม่เคยรู้จักบิดามารดาของเขามาก่อน เอลฟิเบย์เลี้ยงดูเขามาแต่เล็กแต่น้อยแต่ท่านปาชาแห่งกรุงไคโรถูกศัตรูโจมตี รบพ่ายแพ้ถึงสามครั้ง จำต้องหนีและบาดเจ็บสาหัส เมื่อใกล้จะสิ้นลมท่านปาชาจึงบอกแก่โอมาร์ว่าโอมาร์มิใช่หลานของท่านหากเป็นโอรสของกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจองค์หนึ่ง กษัตริย์พระองค์นั้นจำต้องส่งโอรสไปให้ท่านปาชาเลี้ยงให้ไกลจากบ้านเมือง เพราะจะไม่แตะต้องหรือเยี่ยมเยียนโอรสเลยจนกว่าโอรสจะอายุได้ยี่สิบสองปี เอลฟิเบย์มิได้บอกว่ากษัตริย์องค์นั้นพระนามอะไร แต่บอกว่าโอมาร์จะต้องทำอะไรบ้างเท่านั้น นั่นคือในวันที่สี่ของเดือนต่อไป อันเป็นเดือนรามาดาน โอมาร์จะมีอายุครบยี่สิบสองปีเต็ม ในวันเกิดของเขา เขาจะต้องไปอยู่ที่เสาหิน เอล เซรูจาห์อันมีชื่อเสียง เสาหินนั้นอยู่ห่างจากเมืองอเลกซานเดรียไปเท่ากับการเดินทางสี่วัน ทางทิศตะวันออก เมื่อไปถึงให้มอบมีดสั้นซึ่งเอลฟิเบย์ให้ไว้แก่กลุ่มคนที่พบยืนอยู่ใกล้เสาหินนั้นและพูดว่า “ เราคือคนที่ท่านเสาะหา ” หากคนเหล่านั้นตอบว่า “ ขอพระผู้เป็นเจ้าจงทรงพระเจริญที่ได้ปกป้องรักษาดูแลท่านไว้ ” ก็ให้ตามพวกนั้นไป พวกเขาจะพาไปพบบิดา

        ลาบาคานประทับใจในเรื่องนี้มาก เขาเฝ้ามองเจ้าชายโอมาร์ด้วยความริษยา ทำไมโชคชะตาจึงบันดาลให้คนซึ่งโชคดีพอจะเป็นหลานของปาชาเจ้าเมืองใหญ่อยู่แล้วกลายเป็นเจ้าชายโอรสกษัตริย์อีกด้วยเล่า ในขณะที่ตัวเขามีลักษณะและคุณสมบัติของเจ้าชายครบทุกประการกลับต้องอยู่อย่างต่ำต้อย มีชาติกำเนิดแสนสามัญ เขายอมรับว่าโอมาร์เป็นชายที่สง่างามลาบาคานเปรียบเทียบตัวเองกับโอมาร์ นัยน์ตาของโอมาร์กระจ่างแจ่มใส จมูกสวย ท่าทางสุภาพ ได้รับการอบรมอย่างดี หากจะพูดสั้น ๆ ก็คือ เขามีบุคลิกสมเป็นเจ้าชายทุกกระเบียดนิ้ว แต่ถึงโอมาร์จะมีบุคลิกดีเพียงใดลาบาคานก็ยังบอกตนเองว่าพระบิดาของโอมาร์ น่าจะพอพระทัยบุคคลลักษณะเช่นลาบาคานมากกว่าเจ้าชายองค์จริง

       ลาบาคานไม่อาจขจัดความทะยานอยากนี้ได้เลยตลอดทั้งวันและเมื่อตกค่ำมันก็ยังคงอยู่ ตอนเช้ามืดเมื่อตื่นขึ้น เขามองดูเจ้าชายโอมาร์ซึ่งนอนหลับอยู่ข้าง ๆ ไม่ต้องสงสัยคงกำลังฝันถึงโชคดีที่รออยู่ในอนาคต ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นในสมอง ทำไมเล่า ทำไมเขาจึงไม่ฉกฉวยเอาสิ่งที่โชคชะตาไม่ยอมให้เขามาเป็นของตนด้วยการปลอมแปลง หรือเล่ห์กระเท่ห์ มีดสั้นซึ่งจะเป็นหลักฐานในการแสดงตนเหน็บอยู่ที่เข็มขัดของโอมาร์ผู้กำลังหลับสนิท ลาบาคานค่อย ๆ ดึงมันออก พร้อมที่จะพุ่งเข้าไปฝังในหัวใจของเจ้าของ แต่ความคิดเรื่องฆาตกรรมไม่สำเร็จผล ดังนั้นลาบาคานจึงเพียงแต่เหน็บมีดไว้ที่เข็มขัดของเขาเอง จัดการขึ้นม้าของเจ้าชายซึ่งวิ่งเร็วกว่าเจ้าแก่ของเขา และก่อนที่โอมาร์จะตื่นขึ้นพบว่าตัวเขาถูกโจรกรรมทั้งของและอนาคต เพื่อนร่วมเดินทางผู้ไร้สัจธรรมก็อยู่ห่างไปตั้งหลายไมล์แล้ว

       วันเกิดเหตุเป็นวันแรกของเดือนรามาดานอันศักดิ์สิทธิ์ ลาบาคานมีเวลาอีกสี่วันที่จะไปยังเสาหิน เอล เซรูจาห์ซึ่งเขารู้จักดี เขาจะไปถึงที่นั่นได้ในเวลาสองวันเท่านั้น ลาบาคานเกรงว่าเจ้าชายจะตามเขาทันจึงรีบเร่งเดินทางอย่างที่สุด

       เย็นวันที่สองเขาก็ไปถึงบริเวณเสาหิน เสานั้นอยู่บนเนินกลางทุ่งราบ สามารถมองเห็นแต่ไกลหลายไมล์ หัวใจของลาบาคานเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเสานั้น เขามีเวลาอีกถึงสองวันที่จะคิดเตรียมการแสดงละครเป็นเจ้าชายแต่เขารู้สึกทุรนทุรายไม่เป็นสุขเลย ลาบาคานบอกตนเองตลอดเวลาว่าเขาเกิดมาสำหรับจะเป็นเจ้า เขาพยายามรวบรวมความกล้าขี่ม้าตรงไปที่เสาหินนั้น

       ทุ่งราบนั้นโล่งและปราศจากผู้คน สิ่งที่เจ้าชายองค์ใหม่ผู้แต่งตั้งตนเองอาจประสบก็คือ ขาดอาหารและน้ำดื่มหากว่าเขาไม่ได้เตรียมสะสมอาหารไว้หลายวัน เขาพักที่ใต้ต้นปาล์ม ผูกม้า และคอยเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้น

       เที่ยงวันรุ่งขึ้น เขาเห็นขบวนม้าและอูฐเดินทางมายังทุ่งราบนั้น มุ่งตรงไปที่เสาหินเอล เซรูจาห์ ขบวนนั้นหยุดอยู่ที่เชิงเนิน ตั้งค่ายพักแรม กางกระโจมสวยงามหลายกระโจม มองดูคล้ายจะเป็นขบวนของปาชาหรือเช็คท่านใดท่านหนึ่ง ลาบาคานเดาว่าขบวนนักเดินทางมายังเสาหินนี้ เพื่อรับเจ้าชายองค์ใหม่ เขาอยากจะเข้าไปแสดงตนเดี๋ยวนั้นเลยทีเดียวแต่ต้องพยายามหักห้ามใจไว้เพราะรู้ดีว่าเช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็จะสมความปรารถนาแล้ว

       พระอาทิตย์ขึ้นปลุกช่างตัดเสื้อผู้มีความสุขขึ้นมาต้อนรับวันใหม่อันเป็นวันสำคัญยิ่งในชีวิตของเขาที่จะได้กลายเป็นเจ้าชาย เขาขึ้นม้าตรงไปที่เสาหิน เขานึกถึงความเจ้าเล่ห์ของตนเองขึ้นมา นึกเห็นภาพเจ้าชายองค์จริงซึ่งกำลังผิดหวัง สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างเพราะตัวเขา แต่เขาได้ดำเนินแผนมาถึงแค่นี้แล้ว จะให้เลิกเห็นจะไม่มีทาง ความทะเยอทะยานของเขาบอกตัวเขาว่าเขาจะตัดโอกาสนี้ไปเห็นจะไม่ได้ เขาจะได้เป็นโอรสกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ลาบาคานก็เร่งม้าพยายามทำใจกล้าไม่ถึงสิบห้านาทีเขาก็ไปยืนอยู่ที่เชิงเนิน

       เขาลงจากม้า ผูกม้าไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งแถว ๆ นั้น ดึงมีดสั้นของเจ้าชายโอมาร์ออกมาถือไว้ แล้วไต่ขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงเสาหินเขาพบชายหกคนยืนล้อมชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งลักษณะท่าทางและการแต่งกายเป็นแบบพระราชา เสื้อที่สวมงดงามแสดงว่าเขาจะต้องเป็นคนฐานะดีร่ำรวยและมีอำนาจไม่น้อย เสื้อตัดจากผ้าปักทองหรู มีผ้าคลุมไหล่เป็นผ้าแคชเมียร์สีขาว ผ้าโพกศีรษะมีอัญมณีประดับ

       ลาบาคานตรงเข้าไปหา โค้งคำนับต่ำ ยื่นมือให้และว่า “ เราคือคนที่ท่านเสาะหา ”

       “ ขอพระผู้เป็นเจ้าจงทรงพระเจริญ ที่ได้ปกป้องรักษาดูแลท่านไว้ ” ชายชรานั้นตอบ น้ำตาแห่งความยินดีกลบตาและพูดต่อว่า

       “ โอมาร์ ลูกรัก กอดพ่อของเจ้าซิ ”

       ช่างเสื้อหนุ่มรู้สึกประทับใจในการต้อนรับนี้มาก เขาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของชายชราด้วยความยินดีผสมกับความละอายใจ

       เขามีเวลาเพียงเดี๋ยวเดียวในการชื่นชมกับตำแหน่งใหม่นี้ เพราะเมื่อเขาพ้นจากอ้อมกอดของพระราชา เขาก็เห็นบุรุษหนึ่งมุ่งตรงมาที่เนินนั้น ม้าและผู้ขับขี่ดูเป็นภาพที่ตลกเพราะม้าไม่ยอมวิ่งไปข้างหน้าอาจจะเพราะความดื้อหรือความเหนื่อยอ่อน มันวิ่งโซซัดโซเซ จะว่าก้าวไปข้างหน้าหรือย่องก็ไม่เชิง ผู้ขับขี่ก็พยายามดันมันด้วยมือและเท้า เมื่อใกล้เข้ามา ลาบาคานก็จำได้ว่ามันคือม้าแก่ของเขาและเจ้าชายโอมาร์องค์จริง

      เมื่อเหตุการณ์มาถึงแค่นี้แล้วลาบาคานตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามแต่เขาก็จะยืนยันเรื่องเขาเป็นเจ้าชายต่อไป

      โอมาร์พยายามโบกมือเรียกความสนใจขณะที่ยังอยู่ห่างออกไปมาก แม้เจ้าม้าแก่จะเดินโซเซเต็มทีแต่ก็มาถึงเชิงเนินจนได้ เขากระโดดลงจากม้า วิ่งขึ้นไปบนเนิน ร้องตะโกนว่า

       “ หยุดก่อน หยุดก่อน ท่านจะเป็นใครก็ตาม อย่าปล่อยให้เจ้าคนหลอกลวงนี้มันหลอกลวงท่าน มันไม่ใช่โอมาร์ ข้าพเจ้าคือโอมาร์ มันปลอมตัวเป็นข้าพเจ้า ”

       ทุกคนในที่นั้นตะลึงงันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชายชรามีท่าทางงุนงง มองลูกชายคนหนึ่งแล้วก็มองอีกคนหนึ่งด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยคำถาม

       ลาบาคานบังคับตนเองให้สงบ

       “ ข้าแต่พระบิดา อย่าปล่อยให้บุรุษผู้นี้พูดจาเหลวไหลให้ท่านเขวเลยพระเจ้าค่ะ เท่าที่ทราบชายคนนี้เป็นคนบ้า เป็นช่างตัดเสื้อจากเมืองอเลกซานเดรีย ชื่อลาบาคาน เราควรจะเวทนาเขามากกว่าจะโกรธพระเจ้าค่ะ ”

       วาจาของลาบาคานทำให้เจ้าชายกริ้วมาก พยายามเข้าทำร้ายลาบาคาน แต่คนอื่นเข้าห้ามไว้และจับเขาไว้แน่น

       “ ลูกรัก ชายคนนี้น่ะเสียสติจริง ๆ นี่ ” ชายชราเอ่ยขึ้น “ มัดเขาไว้หลังอูฐของเราตัวหนึ่ง เราอาจจะช่วยรักษาเขาได้ ”

       ความโกรธของเจ้าชายสงบลง เขาร่ำไห้ และร้องบอกชายชราว่า

       “ หัวใจของข้าพเจ้าบอกว่าท่านคือบิดาของหม่อมฉัน โปรดให้ฟังกระหม่อมฉันเถิดพระเจ้าค่ะ เพื่อเห็นแก่พระมารดาของข้าพระองค์ ”

       “ พระเจ้าจงคุ้มครองเราด้วยเถิด ทำท่าจะอาละวาดอีกแล้ว ” ชายชราว่า “ ทำไมถึงบ้าเช่นนี้นะเออประหลาดแท้ ”

       แล้วสุลต่านก็ทรงจูงมือลาบาคาน เดินลงจากเนินเขาไปด้วยกัน ขึ้นม้าตกแต่งสวยงาม ขับขี่ไปนำหน้าขบวนมีบริวารตามเป็นขบวน ในขณะที่เจ้าชายจริงถูกมัดมือผูกติดไว้กับหลังอูฐ มีทหารม้าสองคนขับม้าคอยควบคุมอยู่ใกล้ ๆ

       ชายชรานั้นคือ ซาอุด สุลต่านแห่งชนเผ่าวาฮาบี พระองค์ทรงไร้โอรสธิดามานานปี และในที่สุดก็ทรงได้โอรสองค์หนึ่งซึ่งทรงประสงค์มานานปี แต่เมื่อโหรดูดวงชะตาเจ้าชายแล้วกลับทำนายว่าหากทรงเลี้ยงพระโอรสไว้ในวังจะเป็นอันตรายกับพระองค์เองจนกว่าเวลาจะล่วงเลยไปถึง 22 ปี เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงส่งพระโอรสไปให้เอลฟิเบย์ เลี้ยงไว้และรอคอยโอมาร์มาด้วยความเศร้าถึง 22 ปี จึงได้เห็นลูกชายอีก

       สุลต่านทรงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลาบาคานฟัง ดูเหมือนว่าพระองค์จะพอพระทัยในรูปร่างอ้อนแอ้นสวยงามและท่าโก้ของลาบาคานไม่น้อย

       เมื่อเข้าเขตพระนครมีเสียงโห่ร้องต้อนรับทุกหนแห่งด้วยความปีติ ข่าวเรื่องเจ้าชายเสด็จแพร่ไปทุกหมู่บ้านและตัวเมือง ช่อดอกไม้ใบไม้งาม ๆ ประดับประดาเต็มทุกถนน ตามหน้าต่างบ้านเรือนก็มีผ้าปักงดงามตกแต่ง ทุกคนสวดมนต์ขอบพระทัยพระผู้เป็นเจ้าที่ส่งเจ้าชายมาให้ เป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงามสง่า ทุกอย่างทำให้ช่างเสื้อจอมโกงเต็มไปด้วยความปีติภาคภูมิ แต่โอมาร์องค์จริงเต็มไปด้วยความขมขื่นเพราะถูกมัดอยู่ท้ายขบวน ไม่มีใครเลยสักคนจะนึกถึงเจ้าชายองค์จริงองค์นี้ เสียงหลายพันเสียงตะโกนร้องว่าโอมาร์ โอมาร์ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นโอมาร์องค์จริง บางทีก็มีคนถามทหารว่ามัดใครไว้บนหลังอูฐก็จะได้รับคำตอบว่า

       “ ช่างตัดเสื้อบ้าน่ะ ” คำตอบนี้ทำให้เจ้าชายขมขื่นยิ่งขึ้น

       ในที่สุดขบวนนั้นก็ไปถึงเมืองหลวง การต้อนรับในเมืองหลวงยิ่งใหญ่กว่าทุกเมืองที่ผ่านมา สุลตานา หญิงสูงศักดิ์สง่างามคอยอยู่ในท้องพระโรงใหญ่ ในพระราชวังห้อมล้อมด้วยข้าราชสำนัก

       พื้นท้องพระโรงนี้ปูด้วยพรมอย่างดีที่สุด ที่ผนังมีม่านไหมสีน้ำเงิน ตะขอแขวนม่านและส่วนอื่น ๆ ของม่านล้วนทำด้วยเงินและทองคำ พู่ห้อยก็เป็นเชือกดิ้นทองคำ

       เมื่อขบวนนำเจ้าชายเสด็จถึง เป็นเวลาค่ำแล้วโคมไฟสว่างไปทั่วพระราชวัง ทำให้กลางคืนไม่ต่างจากกลางวัน และที่สว่างที่สุดคือที่สุลตานาประทับอยู่บนพระแท่นที่อีกด้านหนึ่งของท้องพระโรง ตัวพระแท่นมีบันไดสี่ขั้น พระแท่นทำจากทองคำแท้ประดับด้วยอัญมณี เจ้าเมืองสี่คนถือม่านไหมอยู่เหนือเศียรสุลตานา และเช็คแห่งมดินาเป็นผู้โบกพัดหางนกยูงถวาย

       สุลตานากำลังทรงรอคอยพระโอรส พระนางเธอไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโอรสอีกเลยนับแต่วันประสูติและทรงคิดถึงเจ้าชายมาก พระนางทรงพระสุบินเห็นเจ้าชายเสมอ และแน่พระทัยว่าทรงจำพระโอรสได้ท่ามกลางคนนับพัน ๆ

       เสียงขบวนแห่ใกล้เข้ามา เสียงกลอง แตร เสียงโห่ร้องตะโกนก้อง เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาจนถึงในลานพระราชวัง ประตูท้องพระโรงเปิดออก สุลต่านเสด็จเข้ามาหัตถ์ข้างหนึ่งจูงลาบาคานไว้ เสด็จพระราชดำเนินผ่านบรรดาเจ้าเมืองใหญ่ ๆ ในพระราชอำนาจและข้าราชการทั้งปวงตรงไปยังพระแท่นของสุลตานา

       “ โอมาร์มาแล้ว ” สุลต่านรับสั่ง “ นี่คือลูกชายที่เธอใฝ่ฝันหามานานนับสิบ ๆ ปี ”

       แต่สุลตานากลับร้องว่า

       “ นี่ไม่ใช่ลูกของเรา นี่ไม่ใช่ใบหน้าที่หม่อมฉันฝันเห็นตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้ดลบันดาล ”

       สุลต่านกำลังจะเอ่ยว่าพระนางทรงเชื่อในสิ่งที่เป็นเพียงความฝัน เหนือธรรมชาติ แต่ทันใดประตูท้องพระโรงก็ถูกเปิดออกอีกทั้งที่งับเข้าไปแล้ว เจ้าชายโอมาร์วิ่งเข้ามา เจ้าชายทรงพยายามดิ้นรนหลุดพ้นจากพันธนาการมาได้ ทิ้งองค์ลงหน้าแท่นร้องว่า

       “ หม่อมฉันขอตายที่นี่ สั่งประหารหม่อมฉันก็ได้ ยังดีกว่าเหตุการณ์เดี๋ยวนี้ เพราะหม่อมฉันไม่อาจทนความอัปยศอดสูนี้ต่อไปได้อีกแล้ว ”

       ทุกคนงุนงงกับวาจาของบุรุษนี้ ตรงเข้ามารุมล้อมชายผู้เคราะห์ร้าย พวกทหารตรงเข้ามาจะจับเจ้าชาย แต่สุลตานาซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดร้องว่า

       “ อย่านะ นี่คือโอมาร์ ลูกชายของฉัน ” แล้วก็เสด็จลงมาจากพระแท่น

       ทหารยามถอยหลังไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก สุลต่านกริ้วใหญ่ และสั่งให้ทหารมัดโอมาร์ไว้

       “ ข้าเป็นผู้ออกคำสั่งที่นี่ ” สุลต่านรับสั่งด้วยสุรเสียงทรงอำนาจ “ ข้าไม่ตัดสินเรื่องใหญ่ ๆ เพราะความฝันของผู้หญิง แต่ด้วยหลักฐาน ชายคนนี้ ” ชี้ลาบาคาน “ เป็นลูกของข้า เขานำมีดสั้นมาให้ข้า สัญลักษณ์จากเอลฟิเบย์ ”

       “ มันขโมยไป ” โอมาร์ร้องขึ้น “ หม่อมฉันเชื่อและไว้ใจเขา แต่มันทรยศ ”

       แต่สุลต่านไม่ฟังเสียง พระองค์เป็นคนรั้นไม่ยอมฟังใครจึงให้ทหารลากโอมาร์ไปจากท้องพระโรง ยิ่งไปกว่านั้นยังกริ้วสุลตานาผู้ทรงอภิเษกสมรสและปกครองประเทศกันมาอย่างมีความสุขถึง 25 ปี และจูงลาบาคานไปยังห้องประทับของพระองค์

       สุลตานารู้สึกท้อแท้ พระนางแน่พระทัยว่าสุลต่านถูกหลอกลวง เพราะในพระสุบินทรงเห็นโอมาร์อย่างชัดเจน และเขาถูกพันธนาการไว้ พระนางสงบพระทัยไว้ได้เล็กน้อย พยายามหาวิธีที่จะพิสูจน์ความจริง ซึ่งออกจะเป็นเรื่องยากเพราะเจ้าชายจอมปลอมมีมีดสั้นเป็นพยานหลักฐานและคงจะได้ฟังเรื่องราวของโอมาร์มามากทีเดียวจากเจ้าชายองค์จริงจนกระทั่งปลอมตนได้สนิท ไม่มีพิรุธให้จับได้

       พระนางทรงเรียกบรรดาผู้ที่ตามเสด็จสุลต่านไปยังเสาหินมา ให้พวกเขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ต่อจากนั้นก็ปรึกษากับคนสนิททั้งหลาย ทุกคนช่วยกันคิดแผนการแต่ก็ดูไม่น่าจะได้ผลเลยสักเรื่องเดียว

       ในที่สุดเมเลคซาลาห์ ชาวเซอร์คัสเซียนผู้ชราก็เอ่ยขึ้นว่า

       “ กระหม่อมได้ยินว่าชายผู้นำมีดสั้นมาถวายนั้นพูดว่าคนบ้านั้นเป็นช่างเสื้อจากเมืองอเลกซานเดรีย ชื่อลาบาคานมิใช่หรือพระเจ้าค่ะ ”

       “ ก็คงอย่างนั้นแหละรู้สึกจะใช่ทำไมหรือ ” สุลตานาถาม "เจ้าคนหลอกลวงนั้นอาจจะบอกชื่อของตนเองก็ได้พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันคิดว่าเรามีวิธีพิสูจน์ที่น่าจะได้ผล หม่อมฉันจะทูลให้ทรงทราบเป็นความลับ ”

       สุลตานาเอียงองค์ฟังคนสนิทซึ่งกระซิบแผนการให้ทรงทราบ สุลตานาพอพระทัยในแผนการนี้มาก จัดแจงไปเข้าเฝ้าสุลต่านทันที

       สุลตานาเป็นผู้มีสติปัญญาและทรงทราบดีถึงพระนิสัยของสุลต่าน จึงคิดใช้นิสัยของสุลต่านนี้แหละเป็นหนทางแกล้งทำเป็นยอมแพ้ รับสั่งจะทรงยอมรับลาบาคานเป็นโอรส ขอเพียงให้เขาทำตามเงื่อนไขของพระนางข้อหนึ่งเท่านั้น สุลต่านตกลงทันทีเพราะพระองค์เสียพระทัยอยู่เหมือนกันที่กริ้วสุลตานาวันก่อน

       “ หม่อมฉันอยากจะทดสอบคนทั้งสอง หญิงอื่นคงขอให้ทั้งสองคนแข่งกันด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น แข่งม้าฟันดาบใช้หอก แต่ของอย่างนี้ใคร ๆ ก็ทำได้ หม่อมฉันอยากจะทดสอบสิ่งที่ละเอียดกว่านั้น ขอให้ทั้งสองคนเย็บเสื้อผ้าและกางเกงให้หม่อมฉันชุดหนึ่ง ดูซิว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน ”

       สุลต่านยิ้มและว่า “ บ้าอะไรอย่างนั้น เธอจะให้ลูกเราไปแข่งขันตัดเสื้อกับช่างตัดเสื้อบ้านั่น ไม่ได้หรอก เหลวไหลใช้ไม่ได้ ”

       แต่สุลตานายืนยันความประสงค์ เมื่อสุลต่านรับสั่งอนุญาตแล้วจะคืนคำได้อย่างไรจึงทรงยินยอม และรับสั่งว่าถึงเจ้าช่างเสื้อนั้นจะตัดเสื้อได้สวยงามเพียงไรก็เห็นจะทรงยอมรับเป็นโอรสไม่ได้

       สุลต่านเสด็จไปหาลาบาคาน และขอให้เขาทำตามคำขอของมารดา ลาบาคานหัวเราะเสียงดัง เรื่องเล็กเหลือเกิน เขาคิด สุลตานาจะต้องพอพระทัยแน่ ๆ

       ได้มีการเตรียมห้องไว้สองห้อง ห้องหนึ่งสำหรับเจ้าชายอีกห้องสำหรับช่างตัดเสื้อ ทั้งสองจะต้องแสดงฝีมือเพื่อการทดสอบ อุปกรณ์พร้อมอยู่ในห้องมีทั้งผ้าไหมอย่างดี กรรไกร เข็ม ด้าย

       สุลต่านกระตือรือร้นอยากทอดพระเนตรว่าเสื้อที่พระโอรสเย็บจะเป็นเช่นไร ส่วนสุลตานาทรงตื่นเต้นที่จะทราบผลของการทดสอบและกลที่ทรงคิดไว้ ทรงให้เวลาชายทั้งสองเย็บเสื้อสองวัน วันที่สามสุลต่านก็ตามสุลตานาไปเฝ้าและให้ทหารไปนำโอมาร์ ลาบาคานและเสื้อที่เย็บเสร็จแล้วมา

       ลาบาคานก้าวมาข้างหน้า ด้วยสีหน้าภาคภูมิอย่างผู้ชนะ ชูเสื้อที่เย็บเสร็จแล้วให้สุลต่านทอดพระเนตรด้วยความงงงวย

       “ นี่พระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ เสื้อสวยวิเศษไหมพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันเชื่อว่าช่างที่เก่งที่สุดของราชสำนักที่นี่ก็ไม่อาจเย็บได้สวยกว่านี้อีกแล้ว ”

       สุลตานาทรงแย้มพระสรวล และหันไปทางโอมาร์รับสั่งว่า

       “ เจ้าล่ะ เจ้ามีอะไรอวดแม่บ้าง ลูกรัก ”

       โอมาร์เหวี่ยงตะไกรและผ้าไหมไปบนพื้นอย่างรังเกียจ

       “ หม่อมฉันได้รับการศึกษามาอีกด้านหนึ่ง ฝึกหัดม้าให้เชื่อง หัดฟันดาบ ใช้หอก หอกของหม่อมฉันเข้าเป้าได้แม่นยำในระยะ 60 ฟุต หม่อมฉันไม่รู้เรื่องเย็บผ้า ศิษย์ของเอลฟิเบย์เจ้าเมืองไคโรไม่เคยเรียนเย็บผ้า ”

       “ นี่แหละ เจ้าเป็นลูกของสุลต่านจริง ๆ ” สุลตานารับสั่ง “ ถ้าแม่สามารถกอดและเรียกเจ้าว่าลูกรักได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ” แล้วก็หันไปทางพระสวามี

       “ ขอพระราชทานอภัยเพคะ ที่หม่อมฉันหลอกลวงพระองค์ ขอให้ตรองดูเถิดว่าคนไหนแน่เป็นเจ้าชาย และคนไหนเป็นช่างตัดเสื้อ ลูกชายของพระองค์น่ะเย็บเสื้อได้สวยจริง ๆ แหละเพคะ หม่อมฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาไปเรียนวิชานี้มาจากไหนกัน ”

       สุลต่านประทับนิ่งครุ่นคิด มองดูสุลตานามเหสีและลาบาคาน ลาบาคานแม้จะหน้าแดงด้วยความอายที่ทำอะไรโง่ ๆ ออกไปก็ยังหวังว่าจะเอาตัวรอดได้

       “ หลักฐานแค่นี้ยังไม่พอหรอก ” สุลต่านรับสั่งในที่สุด “ ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดด้วยเถิด ขอให้ข้าหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้พิสูจน์ได้ว่าข้าถูกหลอกหรือไม่ ”

จบตอนที่ 6/1 :
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com