| ตอนที่ ๑ | ตอนที่ ๒ | ตอนที่ ๓/๑ | ตอนที่ ๓/๒ | ตอนที่ ๔/๑ | ตอนที่ ๔/๒ | ตอนที่ ๕ | ตอนที่ ๖/๑ | ตอนที่ ๖/๒ |
  • นิทานเรื่องที่หกตอน 2
    " เจ้าชายจอมปลอม "
  • อาลี ซิซาล ผู้เล่า
ตอนที่ ๖/๒
     จากหนังสือเรื่อง "เหตุเกิดในกองคาราวาน" ของ ปิยตา วนนันทน์ :

 

       แล้วสุลต่านก็โปรดให้นำม้าตัวที่วิ่งเร็วที่สุดออกมา เสด็จขึ้นประทับบนหลังม้าแล้วควบเข้าไปในป่าไม่ไกลจากตัวเมืองนัก ในป่านี้ตามคำบอกเล่าของคนโบราณ มีนางฟ้าแสนดีสิงสถิตอยู่ นางฟ้านี้ชื่ออะดอลเซด นางจะช่วยกษัตริย์ในราชวงศ์ของสุลต่านเสมอในยามจำเป็น สุลต่านจึงตั้งพระทัยจะมาหานาง

       นางฟ้าอยู่กลางป่า ตรงที่โล่งล้อมด้วยต้นซีดาร์ มนุษย์น้อยคนนักจะเคยไปที่นั้น เพราะเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาทำให้กลัวกันมานานนับศตวรรษ สุลต่านเสด็จไปถึงที่นั่นลงจากหลังม้า ผูกม้าไว้กับต้นไม้แล้วเดินเข้าไปยังที่โล่งนั้นรับสั่งด้วยสุรเสียงดังก้องว่า

       “ หากเป็นความจริงว่านางเคยให้คำแนะนำที่ดีแก่บรรพบุรุษของข้าในยามจำเป็นแล้ว โปรดช่วยข้าด้วยเถิดเทพธิดาแสนดีเพราะข้าสุดแสนจะจนปัญญาแล้ว ”

       ไม่ทันขาดคำลำต้นไม้ซีดาร์ต้นหนึ่งก็เปิดออก สตรีนางหนึ่งคลุมหน้าด้วยผ้าขาวยาวก้าวออกมาจากต้นไม้นั้น

       “ เรารู้ว่าทำไมพระองค์จึงเสด็จมาที่นี่ สุลต่านซาอุด พระองค์มาดี หม่อมฉันก็จะช่วย จงนำผอบสองใบนี้กลับไปให้คนทั้งสองที่อ้างตัวเป็นบุตรของท่านเลือกเอา รับรองว่าเจ้าชายที่แท้จริงจะเลือกผอบที่ถูกต้อง ”

       แล้วสตรีคลุมหน้านางนั้นก็มองผอบงาเล็ก ๆ สองใบแก่สุลต่าน ผอบงานั้นประดับด้วยทองคำและไข่มุกอย่างหรูหรางดงาม ฝามีอักขระจารึก ตามรอยอักขระมีเพชรฝังอยู่เต็ม

       ระหว่างควบม้ากลับพระราชวังสุลต่านสงสัยนักว่ามีอะไรในผอบสองใบนั้น พระองค์ถึงกับพยายามเปิดผอบแต่ฝาผอบปิดสนิทไม่เปิดออก ถึงจะพยายามเพียงไรก็ปิดแน่นอยู่อย่างนั้น อักขระจารึกก็ดูจะไม่ช่วยให้ความกระจ่างอะไรนัก ใบหนึ่งจารึกว่า เกียรติยศและชื่อเสียง อีกใบหนึ่งจารึกว่า ความร่ำรวยและโชคลาภ สุลต่านเองยังคิดว่าการให้เลือกผอบสองใบนี้ออกจะตัดสินใจยากอยู่เพราะดูมีค่าทัดเทียมกัน และน่าเป็นเจ้าของทั้งคู่

        เมื่อเสด็จกลับถึงพระราชวังสุลต่านก็เล่าเรื่องให้สุลตานาทราบ สุลตานาหวังอย่างยิ่งว่าชายที่พระนางสุบินเห็นนั้นจะเลือกผอบใบที่ถูก และพิสูจน์ถึงชาติกำเนิดของเขาได้

       สุลต่านวางผอบบนโต๊ะสองตัวด้วยพระองค์เอง ประทับบนบัลลังก์ เปิดท้องพระโรง เรียกประชุมเสนาบดีและข้าราชบริพารทั้งปวง แต่ละคนเข้าประจำที่นั่งของตนบนเบาะหรูสองข้างผนัง

       เมื่อพร้อมแล้วสุลต่านก็โบกพระหัตถ์ ลาบาคานเดินเข้ามา เขาทำท่าสง่า โค้งคำนับสุลต่าน ถามว่า

       “ ต้องพระประสงค์อันใดหรือพระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ ”

       สุลต่านพิงพนักบัลลังก์และรับสั่งว่า

       “ ลูกรัก เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเจ้า พ่อจึงขอให้เจ้าเลือกผอบสองใบนี้พิสูจน์ชาติกำเนิดที่แท้จริงของเจ้า ในผอบนี้ใบหนึ่งจะมีข้อพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นเจ้าชายที่แท้จริงหวังว่าเจ้าจะเลือกได้ถูกต้อง ”

       ลาบาคานยืดตัวมองผอบสองใบนั้น เขาลังเลครู่หนึ่งแต่ในที่สุดก็ตัดสินใจและกราบทูลสุลต่านว่า

       “ เสด็จพ่อที่รัก อะไรเล่าจะมีค่าเท่ากับโชคลาภ โชคที่ได้เกิดเป็นโอรสของพระองค์ อะไรเล่าจะมีค่าเท่ากับความร่ำรวย และการได้มาอยู่ ณ ที่นี้ หม่อมฉันขอเลือกใบที่จารึกว่าความร่ำรวยและโชคลาภพระเจ้าค่ะ ”

       “ เราจะคอยดูกันว่า เจ้าจะเลือกได้ถูกต้องหรือไม่ เอาละ เจ้านั่งตรงข้างปาชาแห่งมดินา ” สุลต่านรับสั่งและโบกพระหัตถ์ให้สัญญาณมหาดเล็ก

       โอมาร์ถูกนำเข้ามา หน้าตาของเขาเศร้าสร้อยเป็นทุกข์ สีหน้าของเขาทำให้ทุกคนในที่นั้นเกิดความเวทนา เขาคำนับสุลต่านและถามถึงพระประสงค์

       สุลต่านรับสั่งให้เขาเลือกผอบ โอมาร์ยืดตัวขึ้นและเดินไปที่โต๊ะ

  

       โอมาร์อ่านจารึกนั้นอย่างพินิจและว่า “ ไม่กี่วันมานี้หม่อมฉันได้เรียนรู้แล้วว่าโชคลาภไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนและความร่ำรวยนั้นอาจสูญไปได้ในพริบตาเดียว แต่หม่อมฉันได้เรียนรู้ว่าบุรุษที่กล้าหาญนั้นจะไม่มีวันสูญเสียเกียรติยศ เกียรติยศนั้นไม่สูญไปได้ง่าย ๆ เหมือนทรัพย์สมบัติอื่น ๆ แม้หม่อมฉันจะสูญมงกุฎไปก็ขอเลือกเกียรติยศและชื่อเสียง ”

       แล้วโอมาร์ก็วางมือลงบนผอบที่เขาเลือก แต่สุลต่านรับสั่งให้เขาคอยอยู่ก่อน โบกพระหัตถ์เรียกลาบาคานวางให้มายืนเคียงกับโอมาร์หน้าโต๊ะวางผอบอีกตัวหนึ่ง ลาบาคานมือบนผอบใบที่เขาเลือก

       และแล้วสุลต่านก็รับสั่งให้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาจากบ่อเซมเซมในเมืองเมกกะมาขันหนึ่งและล้างพระหัตถ์แล้วสวดมนต์อ้อนวอน หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

       “ ข้าแต่เทพธิดาผู้ทรงเมตตากับราชวงศ์ของข้ามาแต่บรรพบุรุษ พระองค์ทรงช่วยให้ราชวงศ์ของเราบริสุทธิ์ไร้มลทิน ขอได้โปรดช่วยข้าด้วย อย่าให้ราชวงศ์อาบาสซิด มีมลทินด้วยการได้รัชทายาทจอมปลอมเลย ขอได้โปรดอยู่เคียงข้างโอรสที่แท้จริงของข้า ปกป้องเขาให้ได้รับความยุติธรรมในการเลือกครั้งนี้ด้วย ”

        แล้วสุลต่านก็เสด็จประทับบนบัลลังก์อีก ผู้อยู่ในท้องพระโรงล้วนงุนงงแทบจะไม่หายใจเพราะความตื่นเต้น ความเงียบในที่นั้นสนิทจนอาจได้ยินเสียงหนูตัวเล็ก ๆ วิ่งได้

       คนที่อยู่ไกลยืดคอขึ้นเพื่อดูผอบ เพราะถูกคนข้างหน้าบัง สุลต่านรับสั่งให้เปิดผอบ และฝาผอบที่พระองค์เองไม่อาจเปิดได้กลับกระเด้งออกมาเอง

       ในผอบที่โอมาร์เลือกนั้นก็มงกุฎทองคำเล็กวางอยู่บนเบาะผ้าต่วน ส่วนในผอบของลาบาคาน มีเข็มเย็บผ้าเล่มใหญ่และด้ายเส้นหนึ่ง สุลต่านรับสั่งให้ทั้งสองแสดงของในผอบให้ทุกคนเห็นโดยทั่วถึงกัน สุลต่านหยิบมงกุฎน้อยนั้นขึ้นมา น่าประหลาดที่มงกุฎกลับใหญ่ขึ้น ๆ จนเท่าของจริง สุลต่านวางมงกุฎนั้นลงบนศีรษะของโอมาร์ซึ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระองค์ สุลต่านจุมพิตเขาและรับสั่งให้เขานั่งเบื้องขวา

       แล้วก็หันมาทางลาบาคาน รับสั่งว่า

       “ ส่วนเจ้าช่างตัดเสื้อ เจ้าไม่มีวันจะทิ้งเข็มเย็บผ้าของเจ้าไปได้หรอก เจ้าไม่สมควรจะได้รับความเมตตาจากเราแต่วันนี้เราจะไม่ปฏิเสธสิ่งใดกับใครเลย ดังนั้นเราจะยกชีวิตให้เจ้า แต่รีบไปจากอาณาจักรของข้าโดยเร็ว ”

       ลาบาคานทั้งงวยงงและอับอาย ไม่พูดอะไรและคุกเข่าลงแทบเท้าเจ้าชาย โอมาร์ น้ำตาคลอ

       “ ท่านจะยกโทษให้ข้าหรือไม่ ” เขาถาม

       “ ราชวงศ์อาบาสซิดจริงใจต่อเพื่อนและเมตตาต่อศัตรูเสมอ ขอให้เจ้าไปโดยสงบเถิด ” เขาประคองลาบาคานให้ลุกขึ้นยืน

       “ ลูกที่แท้จริงของพ่อ ” สุลต่านชรารับสั่งด้วยความตื้นตันพระทัย ผวาเข้าในอ้อมแขนของโอมาร์ บรรดาเสนาบดี เจ้าเมืองน้อย และคนอื่น ๆ พากันลุกขึ้นและถวายพระพร

       “ ขอจงทรงพระเจริญ ”

       ส่วนลาบาคานค่อย ๆ ออกไปจากห้องนั้นอย่างเงียบกริบ มือยังถือผอบใบนั้นอยู่

       เขาไปที่โรงม้า เอาเจ้าม้าแก่ของเขาออกมา ขึ้นขี่ตรงไปยังเมืองอเลกซานเดรีย ชีวิตของการเป็นเจ้าชายหายวับไปในพริบตา มีแต่ผอบงาฝังเพชรและไข่มุกเท่านั้นเป็นพยานว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ

       เมื่อกลับถึงเมืองอเลกซานเดรีย ลาบาคานก็ขี่ม้าตรงไปที่บ้านนายจ้าง ผูกม้าไว้แล้วลงจากหลังม้าเข้าข้างใน นายช่างจำลาบาคานไม่ได้ เขาปฏิบัติต่อลาบาคานอย่างสุภาพที่สุด เพราะเข้าใจว่าเป็นคนรวยจะมาตัดเสื้อ แต่เมื่อเข้าไปใกล้ และเห็นหน้าถนัดว่าชายคนนี้คือลูกจ้างฝึกงานตัวดี เขาก็เรียกคนอื่น ๆ ในร้านมาช่วยกันทุบตีลาบาคานซึ่งไม่ได้ระวังตัวเลย พวกคนงานตีลาบาคานด้วยไม้บรรทัดวัดเสื้อ เตารีดเหล็กหนัก ๆ เอาเข็มแทง ใช้กรรไกรหนีบเขาจนลาบาคานล้มลงไปกองเสื้อผ้าเก่า ๆ

       นายช่างเทศนาเขายกใหญ่เกี่ยวกับเรื่องที่เขาขโมยเสื้อของน้องชายสุลต่านไป แม้ลาบาคานจะบอกว่าเขายินดีจะใช้ราคาเสื้อนั้นให้สูงถึงสามเท่าก็ไม่มีประโยชน์ นายจ้างไม่ฟังเลย ช่วยลูกจ้างอื่น ๆ ตีลาบาคานจนช้ำไปหมดทั้งตัวแล้วโยนเขาออกไปนอกร้าน ลาบาคานนอนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน เจ็บปวดไปหมดทั้งตัว เขาพยายามลุกขึ้นขี่ม้าไปยังที่พัก นอนซมด้วยพิษบาดแผล ปวดหัวสมองก็นึกถึงเรื่องของโลก ความไม่แน่นอน และการที่คนเราไม่ค่อยเชื่อในคุณธรรมที่แท้จริง ก่อนหลับลาบาคานตัดสินใจว่าเขาจะเลิกทะเยอทะยานเป็นเจ้าเสียที และจะดำเนินชีวิตเป็นพลเมืองดี วันต่อมาเขาก็ยังคิดเหมือนเมื่อก่อนราวกับว่านายเก่ากับเพื่อนลูกจ้างของเขาได้ช่วยกันขับไล่ เจ้าความทะเยอทะยานผิด ๆ ออกไปจากตัวเขาได้จนหมดสิ้น

       ลาบาคานขายผอบงาฝังไข่มุกและเพชรพลอยในราคาสูง ซื้อบ้านใหม่หลังหนึ่ง เปิดเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า เขาตกแต่งร้านเรียบร้อย เปิดป้ายร้านชื่อลาบาคาน ช่างเย็บเสื้อผ้า แล้วก็นั่งลงเริ่มงานซ่อมเสื้อผ้าขาด ๆ ของตนเองเสียก่อน โดยใช้เข็มและด้ายที่ได้มาจากผอบงา เมื่อเขาลุกไปทำธุระอื่นระหว่างทำงานอยู่ พอกลับมาก็พบกับภาพประหลาดที่สุด จนแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง นั่นคือเข็มของนางฟ้าเย็บเสื้อที่ยังไม่เสร็จจนเรียบร้อยสวยงามที่สุด แม้แต่ลาบาคานเองก็ไม่อาจเย็บผ้าได้สวยอย่างนั้น

       ของขวัญจากนางฟ้าผู้เปี่ยมด้วยความเมตตายังอุตส่าห์ให้ประโยชน์แก่เขาจนได้ นอกจากเข็มจะเย็บได้เองแล้ว ด้ายก็ไม่มีวันหมดเสียด้วย

       ลาบาคานมีลูกค้ามากมาย ในไม่ช้าชื่อเสียงของเขาก็ขจรขจายไปไกล เขาจะเริ่มงานด้วยการตัดเสื้อให้เป็นรูปร่าง และเริ่มเย็บผ้าด้วยเข็มและด้ายวิเศษแล้วทิ้งไว้ให้เข็มทำงานเองจนกระทั่งงานเสร็จจึงจะหยุดเองโดยอัตโนมัติ ผู้คนหลั่งไหลกันมาจ้างเขาเย็บเสื้อ เพราะงานของเขาสวยเยี่ยมและราคาถูก มีอยู่ประการเดียวที่ทุกคนในเมืองพากันประหลาดใจก็คือ ลาบาคานไม่มีผู้ช่วยและปิดประตูทำงานตามลำพัง

       ในที่สุดความร่ำรวยและโชคลาภก็หลั่งไหลมาสมดังจารึกบนผอบงา ลาบาคานมีความสุขกับทรัพย์สมบัติของเขาและดำรงชีวิตอยู่ขนาดปานกลาง พอสมควรแก่ฐานะในสังคมของเขา เมื่อเขาได้ข่าวชื่อเสียงอันกึกก้องของสุลต่านโอมาร์ ซึ่งติดริมฝีปากของทุกคน และได้รู้ว่าสุลต่านหนุ่มมีเกียรติยศและเป็นที่รักของประชาชนของเขาเป็นที่หวาดกลัวของศัตรู ลาบาคานก็พูดกับตนเองว่า “ เป็นช่างเสื้อดีกว่าเพราะชื่อเสียงเกียรติยศเป็นของมีอันตราย ”

       ลาบาคานใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขมาจนตลอดชีวิต เป็นที่รักนับถือของเพื่อนบ้านชาวเมืองเดียวกัน และหากเข็มวิเศษของนางฟ้าอะดอลเซดยังไม่หมดอำนาจ ป่านนี้เข็มวิเศษและด้ายที่ไม่มีวันหมด ก็คงทำงานของมันเรื่อยมา

       พ่อค้าทุกคนที่นั่งฟังนิทานอยู่กล่าวคำขอบใจ อาลี ซิซาล ที่เล่านิทานสนุก ๆ และพากันไปพักผ่อน กองคาราวานออกเดินทางในตอนพระอาทิตย์ตก มาถึงเบอร์เก็ตเอลสตัด หรือน้ำพุของผู้แสวงบุญห่างจากไคโรไม่กี่ไมล์ บรรดาพ่อค้ามีความสุขสนุกสนานเพราะผู้คนพากันมาเยี่ยมเยียน เนื่องจากกองคาราวานกลับมาตามเวลากำหนด พวกเขาขี่ม้าเข้าเมืองผ่านประตูบีเบลฟัลช์ ซึ่งเป็นประตูแห่งโชคดี นักจาริกแสวงบุญทั้งหลายที่เดินทางกลับจากเมกกะจะเข้าประตูเมืองทางนี้ และประตูนี้แหละที่พระศาสดาแห่งศาสนาอันพวกเขาบูชาได้เสด็จผ่านเข้าไป

       พ่อค้าชาวตุรกีทั้งสี่คนกล่าวคำอำลาบุรุษแปลกหน้าที่มาขอร่วมกองคาราวาน กับพ่อค้าชาวกรีกซาลูคอส เมื่อไปถึงตลาดกลางเมือง และพากันกลับบ้านไปกับเพื่อนฝูงที่มารับ ซาลูคอสนำบุรุษแปลกหน้าไปที่โรงแรมที่พักของเขาและเชิญให้อยู่ร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วย บุรุษหนุ่มนั้นก็รับคำ แต่ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วจึงจะลงมา

       ซาลูคอสชาวกรีกจัดแจงทุกอย่างอย่างดีเพื่อแสดงไมตรีจิตต่อชายแปลกหน้าผู้เดินทางมาด้วยกัน เขาสั่งอาหารและเครื่องดื่มหลายอย่างพร้อมเต็มโต๊ะและนั่งลงคอย

       เขาได้ยินเสียงฝีเท้าช้า ๆ แต่หนักหน่วงมาตามทางเดินเข้าห้องของเขา เขาลุกขึ้นเตรียมต้อนรับที่ธรณีประตู แต่เมื่อประตูเปิดออก ซาลูคอสก็ต้องถอยหลังด้วยความตกใจกลัว เพราะคนที่เดินมาที่ห้องของเขานั้นสวมเสื้อคลุมสีแดงตัวที่เขาจะไม่มีวันลืมเลยในชีวิตนี้

       มองแวบเดียวก็เพียงพอแล้ว ไม่มีวันผิดไปได้ รูปร่างสูงสง่า ท่ามีอำนาจ หน้ากากแววตาที่ผ่านช่องดวงตาออกมานั้นราวกับแสงไฟมองเขา เสื้อคลุมสีแดงปักด้วยไหมทอง ทุกอย่างเหมือนกับช่วงชีวิตอันเขาแสนจะทุกข์ทรมานไม่อาจลืมได้

       อารมณ์สับสนปั่นป่วนแน่นหัวอก แม้ความโกรธแค้นจะจางหายไปนานจนเขาลืมบุรุษผู้นี้แล้วก็ตาม แต่เมื่อพบเข้าอีกความเจ็บปวดก็กลับมาสู่หัวใจ ในเวลานั้นความแค้น ความเจ็บปวด ความกลัวตายที่เขาต้องประสบมาก็พากันประดังจนแน่นสมอง ความลำบากที่ต้องทนมาในวัยหนุ่มที่ควรจะมีความสุขกับชีวิต เข้ามาครอบคลุมวิญญาณของเขาอีกครั้งหนึ่ง

       “ ต้องการอะไรอีก เจ้าวายร้าย ” พ่อค้าชาวกรีกร้องเหงื่อตกขณะยืนนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู “ ออกไปจากที่นี่นะเร็ว ๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นข้าจะสาปแช่งเจ้า ”

       “ ซาลูคอส ” เสียงชินหูดังขึ้น “ ท่านต้อนรับแขกของท่านอย่างนี้หรือ ”

       ผู้พูดดึงหน้ากากออก ถอดเสื้อคลุม เขาคือเซลิม เบรุค !

       แต่สิ่งนี้ก็ไม่อาจทำให้ซาลูคอสสงบลงได้ ตัวเขายังคงสั่นเมื่อมองเซลิม เพราะเขาได้รู้แล้วว่าชายนี้คือบุรุษลึกลับที่เขาพบที่สะพานเวคคิโอ เขาผายมือเชิญชายแปลกหน้า ผู้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาเข้าไปในห้องเงียบ ๆ และนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะอาหาร

       เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ เซลิมก็เอ่ยขึ้นมา “ ข้าพเจ้าพอจะรู้ความคิดของท่าน ดวงตาของท่านเต็มไปด้วยคำถามข้าพเจ้าอาจจะเก็บเรื่องไว้สนิทและไม่มาพบท่านอีกเลยก็ได้ แต่ข้าพเจ้าเป็นหนี้ท่านอยู่ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเสี่ยงมาพบท่านในสภาพเก่าแม้ว่าจะต้องถูกท่านสาปแช่ง แต่ท่านเคยกล่าวท่านได้ให้อภัยเขาแล้วด้วยความเชื่อที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษสอนให้ให้อภัยศัตรูและยิ่งไปกว่านั้น ท่านรู้ว่าข้าพเจ้าจะมีความทุกข์ยิ่งกว่าท่านมากนัก ข้าพเจ้าเชื่อท่าน จึงได้มาและขอให้ท่านฟังเหตุผลเรื่องราวทั้งหมดของข้าพเจ้า ”

จบตอนที่ 6/2 :
 
      
Copyright © 2002 , Chomromdek Publishing House. All Right Reserved.
122-107-109 ซอย 91/1 ถนนประชาอุทิศ แขวง/เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
โทร.02-871-7542-44 โทรสาร 02-871-7545
Contact WebMaster : WebMaster@chomromdek.com