ใคร จะคิดว่า ' ดวง ' ของนายกบินทร์จะ ' ดัง ' ถึงปานนี้ จากเด็กหนุ่มพเนจรเมื่อเจ็ดแปดปีก่อนนั้น กลายมาเป็นนายกบินทร์ บุรีราช ที่ใครๆ นบนอบและเรียกขานว่าเจ้าพ่อ !
เจ้าพ่อกบินทร์ ชื่อนี้ นามนี้ คุณอย่าได้ไปถามถึงเชียวนะว่า ใคร ? สำคัญอย่างไร ? และสถิตอยู่ที่ไหน ? หากคุณไปถามเข้า คุณนั่นแหละจะถูกมองอย่างสมเพชเวทนาเหมือนเป็นชาวป่าที่เพิ่งมาจากหลังเขา ! เจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช คนนี้น่ะ ท่านเป็นร่างประทับทรงของพระโคอศุภราชของพระอิศวร ใคร ๆ ซึมซาบในอิทธิปาฏิหาริย์ของท่านกันทั้งนั้น คนเป็นโรคง่อยเปลี้ยเสียขา รักษาหมอหลวงไม่หายหามไปหาเจ้าพ่อกบินทร์เถอะ ท่านเสกพรวดเดียวลุกขึ้นวิ่งได้ ! เสน่ห์ยาแฝดของท่านก็ชั้นหนึ่ง ด้วยเหตุนี้สำนักของท่านจึงล้นหลามด้วยผู้คนที่มาสมัครเป็นลูกศิษย์ลูกหา
สมัยมาอยู่ใหม่ ๆ เจ้าพ่อกบินทร์จูงลูกวัวมาตัวเดียวแท้ๆ แต่ทว่าบัดนี้เจ้าพ่อกบินทร์มีรถเก๋งอเมริกันคันหรูขี่วันละคันไม่ซ้ำยี่ห้อ มีตึกโอ่อ่าทันสมัย เครื่องประดับเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีตามรสนิยมวิไลของชาวกรุง ที่ดินตึกแถวและบริวารอีกหลายสิบ และด้วยอำนาจของท่านแท้ๆ บริเวณสวนลึกย่านฝั่งธน อันเป็นที่ตั้งสำนักในปัจจุบันของท่านจึงกลายสภาพจากสวนมาเป็นย่านชุมนุมชน ท่านชี้นิ้วทีเดียวเท่านั้น ต้นหมาก มะพร้าว คันดินในสวนแปรสภาพเป็นถนนชั้นดี รถสองคันแล่นสวนกันได้อย่างสบายๆ นับว่าท่านมี นิ้วเพชร ' เหมือนอย่างกับนนทุกกลับชาติมาเกิด !
อัครเดชประกาศปิดสำนักหนึ่งวัน เจ้าพ่อกบินทร์สั่งบริวารในเช้าตรู่วันหนึ่ง พ่อจะไปเยี่ยมคำนับท่านอาจารย์เสด็จปู่ อ้อแล้วเชษฐาเตรียมรถสำหรับใช้วันนี้ให้พ่อด้วย แล้วของพวกนี้ขนไปใส่ไว้ในรถให้หมด พ่อจะนำไปคำนับเสด็จปู่ ชั่วประเดี๋ยวเดียว สิ่งที่เจ้าพ่อกบินทร์สั่งก็สำเร็จลุล่วงอย่างพร้อมเพรียง บัดนี้รถเก๋งสีดำขัดมันปลาบ คันยาวแปดวาเห็นจะได้เปิดประตูหลังรถคอยเจ้าพ่ออยู่แล้ว โชเฟอร์แต่งตัวเรียบร้อยนั่งประจำที่ ลูกศิษย์และบริวารพอรู้ว่าเจ้าพ่อจะไปเยี่ยมท่านอาจารย์เสด็จปู่ ก็มายืนแถวคอยส่งด้วยความจงรักภักดี
เจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช แต่งกายด้วยชุดประณีตบรรจงโอ่อ่า ภูมิฐาน เดินยิ้มและโบกมือตอบบรรดาลูกศิษย์ที่ยกมือไหว้กันสลอน ท่านเดินมาขึ้นนั่งตอนหลังรถอย่างสง่าผ่าเผย พอเข้าไปนั่งเรียบร้อย บริวารก็ปิดประตูรถให้ เจ้าพ่อมองสำรวจสิ่งของ จนแน่ใจว่าไม่ขาดตกบกพร่องอะไรแล้ว จึงร้องบอกคนสตาร์ตเครื่อง
รถคันยาวใหญ่ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากเคหาสน์เจ้าพ่ออย่างช้าๆ ไปตามถนนคอนกรีตที่วกอ้อมสนามหญ้าญี่ปุ่นเขียวขจีจนไปจอดสนิทที่ประตูใหญ่หน้าเคหาสน์ คนขับเอี้ยวกายละมือจากพวงมาลัยหันไปพนมไหว้สถูปใหญ่ที่อยู่ทางซ้ายมือ ในขณะเดียวกันแขกยามหน้าเคหาสน์ก็เปิดประตูกว้างไว้คอยท่า
รถแล่นผ่านประตูใหญ่ออกมาได้ครู่หนึ่งเจ้าพ่อกบินทร์จึงเอนหลังพิงเบาะรถอย่างสบายหลับตาพริ้ม พร้อมกับระบายยิ้มอยู่บนใบหน้าอิ่มสมบูรณ์ของท่าน เจ้าพ่อหวนไปนึกถึงอดีต...ครั้งตกระกำลำบากและผจญกับโลกอันแร้นแค้นประหนึ่งว่าจะเอาชีวิตไม่รอด มันช่างแตกต่างกับปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
จากเด็กวัดจรจัด ไร้ญาติขาดที่พึ่งเมื่อสิบปีก่อนโน้น เขากระเซอะกระเซิงไปพบกับเสด็จปู่เข้า ท่านเกิดเมตตาชุบเลี้ยงไว้ในฐานะเด็กรับใช้เนื่องจากสำนักของเสด็จปู่มีชื่อเสียงทางอัญเชิญวิญญาณ และวิญญาณที่นำความร่ำรวยมาสู่สำนักก็คือวิญญาณของเล่าปี่ ! เสด็จปู่จึงมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่า เสด็จปู่เล่าปี่ หลังจากอดอยากปากแห้งมานานกบินทร์ก็ได้แหล่งพักพิงที่ทำให้ท้องอิ่มและอยู่สุขสบายประกอบกับเขาเป็นคนใช้คล่อง เสด็จปู่เล่าปี่จึงเมตตาเป็นพิเศษผิดกับศิษย์อื่น ๆ
เสด็จปู่เล่าปี่มีของขลังที่ขึ้นชื่ออยู่อย่างหนึ่งก็คือกระดูกเล่าปี่ ไม่มีใครเคยเห็นแต่เสด็จปู่มี ท่านสร้างฮวงซุ้ยอย่างสวยงามบรรจุกระดูกเล่าปี่ไว้หน้าสำนัก ทุกวันจะต้องกราบไหว้บูชา กล่าวกันว่า ใครตั้งจิตอธิษฐานขออะไรกับกระดูกเล่าปี่ ผู้นั้นเป็นสมหวังทุกครั้งคราไป
เสด็จปู่เล่าปี่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ตรงที่ท่านชอบเลี้ยงวัวไว้เป็นสัตว์ดูเล่นยามว่างมากกว่าจะเลี้ยงนก เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ ท่านเคยบอกกบินทร์ว่าเลี้ยงวัวน่ะดี ตัวมันใหญ่ดี ใหญ่กว่านกหนูหลายสิบเท่า แต่ที่กบินทร์สงสัยก็คือทำไมเสด็จปู่จึงเลี้ยงสัตว์ที่บอกว่าชอบอย่างตามบุญตามกรรม ซึ่งกบินทร์คิดว่าทรมานมันเปล่าๆ แต่กบินทร์ก็ไม่ติดใจจะซักถามในข้อนี้
ดวงของกบินทร์ดังพอประมาณเมื่อเข้ามาอยู่กับเสด็จปู่ แต่แล้วดวงที่ดังก็มีอันต้องดับ ในเมื่อกบินทร์ไปพบความจริงของเสด็จปู่อย่างชัดแจ้ง...
วันนั้นค่ำแล้ว สำนักว่างผู้คนเพราะมิใช่วันเชิญวิญญาณท่านเล่าปี่มาประทับทรง กบินทร์รู้สึกเหงาและวังเวงพิกลอยู่ เขาจึงเดินเรื่อยเปื่อยออกไปยังหลังสำนัก ไปยืนเกาะรั้วคอกลูกวัวอันเป็นสัตว์เลี้ยงของเสด็จปู่ เขาเห็นมันโซเหลือเกิน และคงจะหิวมากด้วย ลูกวัวมองเขาตาแป๋วเหมือนจะอุทธรณ์ถึงความหิวโหย กบินทร์เกิดสงสารขึ้นมาจับใจ เขารีบหันหลังก้าวเดินไปยังโรงฟางตั้งใจจะขนฟางมาให้เจ้าลูกวัวผอมโซสักฟ่อนหนึ่ง แต่ให้ตายเถอะ ความเมตตาปรานีของเขากลับฆ่าเขาเสียเอง !
กบินทร์ผลักประตูโรงฟางผัวะเปิดออก ฉับพลันเขาก็ต้องยืนตะลึงตาค้าง ในโรงฟางนั้นเสด็จปู่...กับศิษย์สาวคนหนึ่ง ต่างกอดกันนัวเนีย เนื้อตัวล่อนจ้อน แน่ละทั้งเสด็จปู่และศิษย์สาวตะลึงไม่น้อยไปกว่ากบินทร์เช่นกัน แต่เสด็จปู่เป็นคนผ่านโลกมามากแล้วจึงระงับหักห้ามความตื่นตะลึงลงได้ในชั่วครู่ หลังจากแต่งกายให้เรียบร้อย และศิษย์สาวแยกตัวไปแล้ว เสด็จปู่เอ่ยกับกบินทร์ด้วยเสียงเรียบๆ ไม่แสดงอาการโกรธหรือประหม่าแต่อย่างไรว่า
เจ้าอยู่กับปู่มาก็นาน เจ้ารู้อะไร ๆ ในสำนักมากกว่าศิษย์คนอื่น ๆ สมควรที่เจ้าจะออกจากสำนักไปสร้างหลักฐานของตัวเองได้แล้ว... '
คนอย่างกบินทร์จะพูดอะไรออก ได้แต่นิ่งอั้นแล้วแต่เสด็จปู่จะบัญชา
เอาเถอะก่อนจะจากไป ปู่จะให้วัวในคอกนั้นแก่เจ้าด้วย มันอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าได้บ้างหรอก '
เจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช ลืมตาตื่นจากภวังค์ เมื่อคนขับรถบีบแตรสัญญาณขึ้นที่หน้าประตูสำนักเสด็จปู่เล่าปี่ ทุกอย่างภายในสำนักยังไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อสิบปีก่อนมีอย่างไรเดี๋ยวนี้ก็ยังคงมีอย่างนั้น แสดงว่าเจ้า ที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ในยุคหลังนี้เรียกความนิยมจากสำนักของเสด็จปู่ไปเยอะทีเดียว
พอรถจอดนิ่งสนิท คนที่นั่งเคียงคู่มากับคนขับก็รีบเปิดประตูให้เจ้าพ่อ ในขณะเดียวกัน คนของเสด็จปู่ก็เดินออกมาดู เจ้าพ่อแจ้งความประสงค์ให้ทราบแล้วจึงขยับกายออกจากรถเดินตามคนของเสด็จปู่เล่าปี่เข้าไปในสำนัก คนของเจ้าพ่อกบินทร์จึงแบกถาดสิ่งของที่เจ้าพ่อนำมาคำนับเสด็จปู่ตามไปติด ๆ
เสด็จปู่เล่าปี่ชราลงไปมาก แต่กำลังวังชายังดูกระชุ่มกระชวย ตอนแรกท่านทำหน้างุนงงอยู่สักครู่ แต่แล้วก็นึกออก เสด็จปู่จึงกรากเข้ามาโอบกอดเจ้าพ่อกบินทร์ไว้แน่น
เจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช ที่คนโจษกันทั้งเมืองนั้น คือเจ้าเองหรอกหรือ ฮ่า ! ฮ่า ! ศิษย์ของข้าได้ข่าวว่าเจ้าไปได้พระธาตุพระถังซำจั๋งมาหรือ ? มา มานั่งคุยกันที่นี่
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช และเสด็จปู่เล่าปี่ กระชับเกลียวแน่น ด้วยเคยเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน เจ้าพ่อกบินทร์ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง เสด็จปู่ต้อนรับในห้องพิเศษที่ไม่มีศิษย์หรือบุคคลระดับต่ำกว่าเจ้าสำนักเคยเข้าไปในห้องนี้เลย
กระผมรำลึกถึงเสด็จปู่อยู่เสมอ ตั้งใจจะมาเยี่ยมคำนับตั้งหลายหนแล้ว ปลีกตัวจากลูกศิษย์มาไม่ได้เลยครับ เสด็จปู่ยังดูแข็งแรงเหมือนเดิม...
หมู่นี้เจ็บออดๆแอดๆเหมือนกัน ไหนลองเล่าให้ปู่ฟังหน่อยเถอะ ไปได้พระธาตุพระถังซำจั๋งมาจากไหน
เสด็จปู่ถามวกเข้าเรื่องเดิมด้วยความสนใจยิ่ง
เจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช หัวเราะอย่างครื้นเครงพลางตอบว่า
ไม่ใช่พระถังซำจั๋งที่ไหนหรอกครับ ก็กระดูกลูกวัวตัวที่เสด็จปู่ให้ผมไปนั่นแหละ
ฮ้า ! จริงรึนี่ เสด็จปู่เล่าปี่อุทานอย่างไม่เชื่อหู ไม่น่าเชื่อเลย
เรื่องมันเป็นยังงี้ขอรับ เจ้าพ่อกบินทร์เล่าเรื่อง แต่ก่อนจะเล่าก็จิบน้ำชาชั้นยอดกลั้วคอเสียจิบหนึ่งก่อน
ตอนที่ผมออกจากสำนักเสด็จปู่ ผมไม่ทราบจะไปทางไหนจริงๆ จูงลูกวัวกระเซอะกระเซิงไปรับจ้างเขาทำงานหลายต่อหลายแห่งไม่มีใครยอมจ้าง ผมน้อยใจขึ้นมาเลยคิดจะบุกเข้าไปขออาศัยเขาอยู่ในสวน แต่เคราะห์กรรม เจ้าลูกวัวเกิดมาตายกลางทาง...
โถน่าสงสารจริง แล้วเจ้าทำยังไงเล่า
ผมนั่งร้องไห้อยู่เป็นนาน หลายวันเชียวครับจนศพเจ้าลูกวัวเน่าส่งกลิ่นเหม็น ผมจึงไปขนดินขนหญ้ามากลบ เสร็จแล้วผมก็สร้างเพิงพักข้าง ๆ มูลดินศพลูกวัวของผม ตั้งใจว่าหักอาลัยได้แล้วจึงค่อยเดินทางต่อ แต่ที่ไหนได้เล่าครับ...
ทำไม เป็นอย่างไรหรือ
มูลดินศพลูกวัวให้ลาภผม มีคนผ่านมาเขาเห็นตอนผมหาดอกไม้มาประดับมูลดินพอดีเขาทำตามบ้าง แล้วอธิษฐานอะไรไม่ทราบ หลังจากนั้นมาอีกสามวัน เขาก็ขนของมาแก้บนมากมาย นัยว่าศพลูกวัวของผมทำให้เขามีลาภ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ทำมาค้าขึ้น มีคนมาไหว้ศพลูกวัวมากขึ้น ๆ และเรื่องพระธาตุอะไรนั่น ผมไม่ได้เป็นคนพูดจนนิดเดียว ชาวบ้านโจษจันกันไปเอง ผมเห็นว่ามีแต่ทางได้จึงนิ่งเสีย พูดก็พูดเถอะนะครับเสด็จปู่ ใครว่าคนเมืองหลวงฉลาด ผมชักไม่ค่อยจะเชื่อเสียแล้วซี่
ทั้งลูกศิษย์ อาจารย์หัวเราะชอบใจเป็นการใหญ่ เสด็จปู่เล่าปี่เอียงหน้าเข้ามาใกล้ลูกศิษย์
เอียงหูมานี่ซี่ ปู่จะบอกความลับอะไรให้อย่าง
อะไรหรือครับ เจ้าพ่อกบินทร์ บุรีราช เอียงหูเข้าไปใกล้อีกนิดด้วยความสนใจ
เสด็จปู่ป้องปากกระซิบบอกพอให้ได้ยินกันสองคนว่า
กระดูกเล่าปี่ในฮวงซุ้ยของปู่นั่น ก็กระดูกแม่เจ้าลูกวัวตัวที่ให้เจ้าไปน่ะแหละ ฮ่า ! ฮ่า !
|