
'เอื้อยนาง' หรือชื่อจริง 'สมนึก พานิชกิจ' เกิดที่บ้านโนนจาน แต่ไปเติบโตที่บ้านผับแล้ง ต.สำโรง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันอำเภอสำโรง) พ่อเป็นครูประชาบาล ชื่อ นายรำลึก พรหมทา แม่เป็นชาวนาลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน หลานพ่อเฒ่าจ้ำ ชื่อนางแพง พรหมทา (นามสกุลเดิม อารีย์กุล) มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันสามคน และทุกคนเมื่อเติบใหญ่ก็กลายเป็นครูตามพ่อกันหมด แต่เล็กแต่น้อยมาผู้ใหญ่ในครอบครัวเรียกชื่อเล่นด้วยความเอ็นดูว่า นาง หรือ อี่นาง ตามธรรมเนียมลาวอีสานที่ใช้คำนี้เรียกเด็กผู้หญิง เหมือนคำว่า หนู ในภาษาไทย ประกอบกับเป็นพี่สาวคนโตที่น้อง ๆ เรียกว่า เอื้อย ก็เลยใช้นามปากกาว่า เอื้อยนาง เป็นหนึ่งในหลาย ๆ นามปากกาเรื่อยมา
บ้านโนนจาน และผับแล้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอุบลราชธานี เป็นที่ราบลุ่มเชิงเขาห่างจากเทือกเขาพนมดงรักเขตแดนเขมร ประมาณ ๘๐ กิโลเมตร เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของอีสาน มีแม่น้ำลำธารหลายสายที่กำเนิดจากเทือกเขาพนมดงรักไหลผ่านลงสู่แม่น้ำมูล อีสานถิ่นนี้จึงมีน้ำในนา มีปลาในหนอง ในป่ามีสิงสาราสัตว์ ต้นไม้ต้นไร่มากมายเป็นดงหนาป่าทึบ บ้านเมืองสงบสุข ช่วงที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ในฤดูแล้งชาวบ้านยังตั้งกองคาราวานไปล่าสัตว์ จำพวกควายป่า กระทิงโทน เก้ง กวาง ที่ ลุ่มเขาแดนเขมร ตากแห้ง และทำเค็มขนกลับมาเป็นเกวียน ๆ อยู่เลย เรื่องราวการผจญภัยในแดนเขมรต่ำ เป็นตำนานเล่าขานให้เด็ก ๆ ได้ฟังกันมานานแสนนาน
พ่อเป็นคนจากหมู่บ้านอื่น มีเชื้อสายส่วยจากบ้านเปาะจังหวัดศรีษะเกษ แต่มาปะปนกลมกลืนกับชาวลาวจนพูดส่วยไม่ได้สักคำ พ่อเรียนหนังสือมาจากโรงเรียนวัดสุปัฏนาราม และวัดศรีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม)ในเมืองอุบลคนละฟากแม่น้ำมูลกับฝั่งวารินชำราบ ตำนานเมืองอุบลจึงมาปน ๆ อยู่กับตำนานเขมรต่ำ กับตำนานบ้านเปาะเพราะพ่อเป็นครูนักอ่าน และนักเล่านิทาน ลูกเลยติดหนังสือ ติดเรื่องราวในนิทานมาแต่เด็ก ๆ แม่เป็นนักฟังลำ ก็เลยติดหมอลำด้วย โดยเฉพาะหมอลำหมู่ที่เล่นเรื่องจากนิทานลาว เช่น ท้าวขูลูนางอั้ว กำพร้าไก่แก้ว นางแตงอ่อน เคยชวนน้องหนีพ่อไปดูหมอลำหมู่ตลอดคืนจนสว่างคาตาก็มี พอโตขึ้นก็เคยอ่านหนังสือกำลังภายในตลอดคืนจนสว่างคาตาก็มี

เข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง โรงเรียนวัดบ้านผับแล้ง ต. สำโรง อ.วารินชำราบตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๖ ขวบ เหตุเพราะพ่อเป็นครู แม่เป็นชาวนา กลางวันแม่มักออกไปทุ่ง ไปป่า ไปนา ไปหนอง หาอยู่หากิน ลูก ๆ จึงไปโรงเรียนกับพ่อ เล่น ๆ เรียน ๆ ไป ๆ มา ๆ ก็อ่านเก่งเขียนเก่ง คิดเลขเป็นถึงเวลาครบเกณฑ์อายุพ่อจะให้เข้าชั้นป.หนึ่งจึงไม่ยอม เพราะหนังสือป.หนึ่งเรียนจบหมดแล้ว เพื่อน ๆ เขาขึ้นป.สองกัน พ่อจะมากีดกันไม่ให้ลูกขึ้นชั้นได้อย่างไร พ่อก็เลยหยวน ๆ อยู่ป. สองไปก่อนแต่ปีหน้าต้องเรียน ป.สอง อีกนะ แต่ปรากฏว่าปีหน้าพ่อก็ใจอ่อนอีกตามเคย เลยเลยตามเลยก็ไต่ไปได้เรื่อยไป จะเรียนด้านภาษา สังคม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ได้ดีมาก แต่ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์กลับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ออออออ พ่อว่าวุฒิภาวะไม่ถึง ความพร้อมไม่พอ เป็นประสบการณ์ให้นำไปแก้ไขไม่ยอมใจอ่อนกับน้อง ๆ อีกสองคน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนมัธยมวิสามัญศึกษา(สำโรงคุรุราษฎร์) ตำบลสำโรง พอดีเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเปลี่ยนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วจึงเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา(ม.ศ.1-3)ที่โรงเรียนสงเคราะห์ศึกษา อ.วารินชำราบ และจบปริญญตรีที่วิทยาลัยครูอุบลราชธานี

รับราชการครูระดับประถมศึกษา กว่า 30 ปี จนได้รับตำแหน่งอาจารย์ 3 และลาออกจากราชการเพื่อมาทำงานเขียนอย่างเต็มตัว เดินทางไปอยู่ประเทศออสเตรเลีย (รัฐทัสมาเนีย)เป็นเวลา4 ปี เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชาวทัสมาเนีย ปัจจุบันเป็นนักเขียนประจำ และบรรณาธิการหนังสือเด็ก สำนักพิมพ์สุวีริยาสาส์น

เรื่องสั้นเรื่องแรกตีพิมพ์ในสตรีสารชื่อ หย่า ปีเดียวกันได้ตีพิมพ์บทกวีใน สกุลไทย ชื่อ ก็จึงเป็นนักอ่าน และตามหาอีกหลาย ๆ เรื่องในสกุลไทย และสตรีสาร
ปี 2528 ได้เข้าอบรมการเขียนเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ขอนแก่นโฮเตล กับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ทำให้สามารถเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ส่งหนังสือรู้รอบตัว (Update) ของ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ต่อเนื่อง 2-3 ปี ต่อมาได้รวมเล่มในหนังสือชื่อ บ้านยานเหาะ
ปี 2529 เข้าอบรมการเขียนเรื่องสำหรับเด็กที่คุรุสภา (หอประชุม) เริ่มเขียนเรื่องสำหรับเด็กส่งสำนักพิมพ์
ปี 2530 หนังสือเป็นเล่มเรื่องแรกได้ตีพิมพ
|