ผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
เมื่อห้าปีที่แล้วผมป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3 ไม่รู้ตัวว่าป่วยมาก่อน สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีทุกประการ กินได้ นอนหลับ และขับถ่ายตามปกติ เพียงแต่ว่ารอบพุงเพิ่มขึ้น ๆ ตามประสาคนอ้วน
ปีที่ตรวจพบว่าผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น เป็นช่วงทุเรียนกำลังล้นตลาด คือราวเดือนมิถุนายน ผมเตรียมรถตู้ชักชวนคนที่ร้านเพื่อไปซื้อทุเรียนที่สวนทุเรียนจังหวัดระยอง ก่อนวันเดินทาง ภรรยาแนะว่าจะกินทุเรียนเป็นอาหารหลัก ควรไปให้หมอตรวจสุขภาพสักหน่อยนะ เพราะสองสามวันมานี้ผมเรอบ่อยมาก
ผมรับฟังข้อแนะนำไปอย่างนั้นเองครับ คือฟังหูซ้ายก็ทะลุออกหูขวา แต่ให้เผอิญวันก่อนไปซื้อทุเรียนต้องพาพนักงานไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ระหว่างที่รอคนไข้ ผมก็เดินอ่านป้ายประกาศของโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ ไปพบป้ายประกาศลดราคาพิเศษสำหรับการตรวจร่างกายเกือบทุกระบบในร่างกาย ยกเว้นสมองกับหัวใจ ลดราคาค่าตรวจถึง 40% และวันที่ผมอ่านป้ายประกาศนี้เป็นวันสุดท้ายของการลดราคาพิเศษพอดี
ผมจึงตัดสินใจไปทำบัตรคนไข้และแจ้งความประสงค์ขอตรวจร่างกาย ยังจำได้ว่าคุณหมอที่ตรวจร่างกายผมคนแรก เรียกผมเข้าไปพบครั้งที่สองหลังจากดูภาพจากการอัลตราซาวน์แล้วว่า
อัลตราซาวน์ไม่พบข้อผิดปกติอะไร แต่โลหิตคุณน้อยกว่าปกติมาก คุณหมอพูดไปก็ดูภาพจากอัลตราซาวน์ประกอบไปด้วย
ถ่ายเป็นสีดำหรือเปล่า หมอถาม ท้องผูกหรือเปล่า
สีปกติครับ ไม่ดำ และก็ถ่ายวันละสองเวลา เช้าเย็น
หมอว่าคุณต้องมีเลือดรั่วที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ ขึ้นนอนบนเตียง ผมขอตรวจอีกรอบหนึ่ง
พอผมขึ้นนอนบนเตียงเรียบร้อย หมอก็มาคลำและกดที่ท้องของผม กดไปทางซ้าย และย้ายมากดทางขวา กดอยู่สองสามที หมอก็อุทานออกมาอย่างดีใจ
ฮ้า พบแล้ว นี่ไง นี่ไง แอบอยู่หลังลำไส้นี่เอง ไปอัลตราซาวน์อีกครั้งครับ
คราวนี้คุณหมอคนที่คลำเจอก้อนหลังลำไส้ พาผมมายังแผนกอัลตราซาวน์ด้วยตัวเอง และยืนดูเวลาคุณหมออีกคนทำอัลตราซาวน์ให้ผม ในที่สุดก็พบก้อนไขมันหรือก้อนเนื้อไม่ทราบได้ ก้อนใหญ่เท่ากำปั้นซ่อนอยู่หลังลำไส้ใหญ่ แล้วคุณหมอคนที่ตรวจพบก้อนที่ว่านี้ก็พาผมมาส่งให้คุณหมอผ่าตัดยังอีกห้องหนึ่ง
ก้อนที่พบนี่ไม่ใช่ตับครับ ตับมันจะนิ่ม ๆ แต่ที่คลำพบนี้มันแข็ง ต้องเป็นก้อนเนื้อแน่ ๆ แต่จะเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือเนื้อไม่ร้าย ยังไม่ทราบ ต้องถ่ายเอกซเรย์ใหญ่ดูอีกครั้ง คุณหมอผ่าตัดซึ่งต่อมาผมเป็นคนไข้ของคุณหมอคนนี้ อธิบายให้ผมฟัง และทำเรื่องส่งตัวผมมายังศูนย์เอกซเรย์ที่ใช้เครื่องสแกนเนอร์ฉายทั้งตัว รถโรงพยาบาลพาผมมา ขณะนั้นผมยังไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย พอขึ้นรถคนไข้ของโรงพยาบาลนางพยาบาลก็บอกให้ผมนอนบนเตียง
นั่งได้ไหมครับ
นั่งไม่สะดวกค่ะ นอนเถอะ ไม่เป็นไร นางพยาบาลแนะ ผมเลยนอน แล้วรถก็เปิดไซเรนขอทางเป็นเพลง ตายแน่ ตายแน่ ไปตลอดทางขาไปและตลอดทางขากลับ
ผมกลับมาพบหมออีกครั้งหลังจากถ่ายเอกซเรย์ทั้งตัวแล้วก็ตกบ่ายโมง
ผมจองห้องให้คุณแล้ว หมอเจ้าของไข้บอกกับผม วันนี้ต้องเอกซเรย์ลำไส้อีก
เป็นอันว่าวันนั้นผมไม่ได้กลับบ้าน ระหว่างที่เข้าห้องพัก หมอก็สั่งให้ผมดื่มน้ำเป็นการใหญ่ เพื่อล้างท้อง แล้วทางโรงพยาบาลก็ตามภรรยาผมไปเซ็นชื่ออนุญาตให้ผ่าตัดได้ คุณหมอซุบซิบกับภรรยาผมที่หน้าห้องคนไข้ไม่ให้ผมได้ยิน แต่พอกระซิบกันเสร็จ ภรรยาก็เดินมาตบแขนผมเบา ๆ ถามว่า เป็นอะไรรู้ไหม ผมมองหน้าเป็นเชิงถาม มะเร็ง ภรรยาผมบอก คุณหมอที่พยายามไม่ให้ผมรู้ งุนงงกับพฤติกรรมของภรรยากับผมอยู่ครู่หนึ่ง จึงเดินมาสมทบที่เตียงคนไข้
ต้องตัดเอาออกครับ ไม่ร้ายแรงอะไร หมอพูดปลอบใจ
เหรอครับ ผมตอบรับไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้รู้สึกกลัวเกรงอะไร เพราะมะเร็งก็คือมะเร็ง และผมเองก็ไม่ได้เจ็บปวดกับเจ้าโรคนี้แต่อย่างใด
ผมจองคิวห้องผ่าตัดไว้ให้แล้ว พรุ่งนี้สาย ๆ ครับ
วันรุ่งขึ้นที่เตรียมจะไปซื้อทุเรียนจึงต้องไปเข้าห้องผ่าตัดแทน!
จำได้ว่า สายวันรุ่งขึ้น นางพยาบาลเข็นเตียงคนไข้เข้ามาในห้องผม แล้วบอกให้ผมมานอนบนเตียงคนไข้ จากนั้นก็เข็นออกจากห้องเพื่อพาไปยังห้องผ่าตัด
มีคนไข้ต้องผ่าตัดมากไหมครับ ผมชวนคุย เพราะดีกว่านอนเฉย ๆ หรือจะให้นอนครางฮือฮือก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไร จะให้ตัวสั่นงันงกก็ไม่ตกใจกลัวอะไร จึงคุยดีกว่า
เช้านี้มีสองราย รายแรกผ่าตัดเสร็จไปแล้วค่ะ
น่ากลัวมากไหม หนู การผ่าตัดนี่
คงไม่มั้งคะ เจ็บก็ไม่เจ็บ หนูว่าฉีดยาเจ็บกว่า คุณหมอจะวางยาสลบก่อน แล้วก็ลงมือผ่าตัดแป๊บเดียว อย่างของคุณลุงนี้ไม่ถึงชั่วโมงก็คงเสร็จ
เธออธิบายราวกับว่าเธอเป็นคนลงมือผ่าตัดเอง หรือไม่เช่นนั้นเธอก็คงเคยถูกผ่ามาก่อนเป็นแน่
ผมชวนนางพยาบาลคุยบ้าง นางพยาบาลชวนผมคุยบ้าง คุยอยู่ตั้งนานไม่เห็นลงมือผ่าตัดสักที จำได้ว่ามีนางพยาบาลเอายามาให้ดม ผมก็นึกว่าเดี๋ยวคงหลับ แต่ก็ยังไม่หลับ ได้ยินเสียงนางพยาบาลโต้ตอบกับผมอยู่แจ้ว ๆ ผมเลยนึกในใจว่า การผ่าตัดเดี๋ยวนี้ก้าวหน้ามาก ไม่ต้องให้คนไข้สลบ อย่างนี้ก็ดี ผมจะได้ดูขั้นตอนในการผ่าตัด แล้วจำเอาไปบอกเล่าให้คนอื่นฟังได้อย่างถูกต้อง
คุยจนเบื่อ จึงถามนางพยาบาลว่า เมื่อไหร่จะลงมือผ่าตัดครับ
ผ่าเสร็จไปสองวันแล้วค่ะ คุณลุงสลบไปสามวันเต็ม ๆ ฟื้นแล้ว ค่อยโล่งใจ เธอพูดอย่างยินดีปรีดา แต่ผมงุนงง อะไรกันนี่ เราสลบไปโดยไม่รู้ตัวถึงสามวันเชียวหรือนี่?
ผมนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 15 วัน หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่พอกลับมาอยู่บ้านได้เพียงคืนเดียว ขณะผมอยู่บ้านตามลำพัง ทุกคนคือภรรยาไปทำงาน ลูก ๆ ไปเรียน ผมก็ไข้ขึ้น หนาวสั่นไปทั้งตัว เผอิญคุณหมอเจ้าของไข้ ให้พยาบาลโทร.มาเยี่ยม ผมรับโทรศัพท์ทั้ง ๆ หนาวสั่น วางหูโทรศัพท์ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถโรงพยาบาลก็เปิดไซเรนดังมาทั้งถนนซอย มาจอดรับตัวผมไปโรงพยาบาลอีกครั้ง
ผมเข้าโรงพยาบาลครั้งที่สอง สืบเนื่องจากแพ้ยาสลบ เกิดอาการช็อก พลอยให้ตับอักเสบไปด้วย ตัวเหลืองเหมือนทาขมิ้น นัยน์ตาขาวก็เหลือง แล้วปอดก็ชื้น ต้องให้น้ำเกลือ ให้เลือด แผลที่ผ่าตัดไว้ก็ยังไม่หายดี เข้าโรงพยาบาลคราวนี้บอบช้ำยิ่งนัก
ปอดชื้นนั้นแท้ที่จริงคือปอดหดตัว ทุกเช้าจะต้องมีนักกายภาพบำบัดมาตบหลังและหน้าอกประมาณ 30 นาที เพื่อให้ปอดขยายตัว ต้องงดอาหารมันทุกชนิด ดื่มแต่น้ำหวานวันละสอง-สามเหยือก
ตอนผ่าตัดครั้งแรก หมอพยายามให้ผมเดิน แผลจะได้หายเร็ว แต่มันเดินลำบากมากครับ มีทั้งสายน้ำเกลือ สายให้เลือด แล้วจะเจ็บแผลมาก แต่ตอนตับอักเสบ ปอดชื้น หมอให้นอนเฉย ๆ แต่ผมกลับอยากเดิน เพราะไม่เจ็บแผลผ่าตัดแล้ว
หมอมากระซิบบอกผมว่า เสียใจด้วยนะครับ ต่อไปนี้คุณต้องงดเหล้า บุหรี่ เบียร์และแอลกอฮอล์ทั้งหลาย สำเนียงที่หมอพูดช่างเห็นอกเห็นใจผมเหลือเกิน
อ๋อ...ไม่ดื่มและไม่สูบบุหรี่อยู่แล้วครับ
สีหน้าของหมอดูแช่มชื่นขึ้นทันตา ดีจริงครับ
พวกไวน์ดื่มได้ไหมครับ ผมถาม
ไวน์แดงดีเลยครับ หมอแนะแล้วพูดต่อว่า คุณต้องมาให้เคโมต่อนะครับ เรามีหมอเฉพาะโรคนี้จากโรงพยาบาลพระมงกุฎมาดูแลประจำ ผมจะทำเรื่องนัดหมอให้ ต้องมารักษานะครับ
หมอผ่าตัดผมเป็นหมอผู้ชาย แต่หมอรักษามะเร็งให้ยาเคโมบำบัดผมเป็นผู้หญิงแต่พูดจาโผงผางสมกับอยู่โรงพยาบาลทหาร
คุณวิริยะคุณเป็นมะเร็งระยะที่สาม ต้องให้ยาเคโม มีทั้งฉีดเข้าเส้นกับยากิน คุณจะเอาแบบไหนดีล่ะ
ผมมองหน้าคุณหมอเป็นทำนองหารือ แบบยาฉีด เวลาฉีดแล้วต้องนอนโรงพยายาลหรือเปล่าครับ
ถ้าแพ้ก็นอนแค่คืนสองคืนเท่านั้น
ยารับประทานเล่าครับ
อย่างรับประทานก็เอาไปกินที่บ้านได้ กินทุกวัน เดือนหนึ่ง สามสัปดาห์ หยุดสัปดาห์หนึ่ง แต่ยากินเป็นเวชกรรมอย่างใหม่ ราคาแพงกว่ายาฉีด
ราคาสักเท่าไหร่ครับ ผมถามเพราะกลัวเข็มฉีดยามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ยาฉีดเข็มหนึ่งก็ราว ๆ หมื่นห้าถึงสองหมื่น ถ้ายากินกินทุกวัน วันละสามมื้อ เดือนหนึ่งกิน 20 วัน ก็ตกประมาณเดือนละสี่หมื่นบาท
ผมนั่งนิ่งนึกตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งก็บอกกับหมอว่า ผมเลือกเอายาแบบรับประทานดีกว่า
คุณต้องกินติดต่อกันสิบสองเดือน มีใครดูแลคุณไหม
ผมบอกชื่อลูกสาวคนโตให้หมอทราบ หมอจึงแนะด้วยความเมตตาว่า ให้ลูกสาวไปทำบัตรคนไข้ที่โรงพยาบาลที่หมอประจำ คุณจะได้ซื้อยาได้ถูกลงเพราะเป็นคนไข้ใน ไปหาหมอก่อนนะ คุณหมอบอกตึกที่คุณหมออยู่ บอกห้อง ไม่พบหมอหรอก จะพบพยาบาลหน้าห้อง หมอจะสั่งไว้ ไปติดต่อกับนางพยาบาลได้เลย แล้วคุณหมอก็บอกพยาบาลหน้าห้องของคุณหมอให้
ผมซื้อยาได้ถูกลงหลายพันบาทครับ
เดือนแรกที่กินยาเคโม หมอสั่งให้ไปพบทุกสิบห้าวัน แต่ถ้ามีปัญหาอะไรก็ไปหาได้ตลอดเวลา
ผมกินเคโมไปได้สองเดือนก็เกิดอาการแพ้ยา คือ น้ำหนักตัวลดลงทุกวัน จนตัวแห้งเหี่ยว เล็บมือเล็บเท้าอ่อนนิ่มจนแทบจะหักพับได้ ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ เลือดออกในปาก กินข้าวปลาอาหารไม่ได้เลย ลมจึงตีขึ้นมาจุกแน่นที่หน้าอก ล้มตัวลงนอน ลมก็ตีขึ้น พานหายใจไม่ออก ลุกขึ้นนั่งก็หมดแรงจะทรงกายนาน ๆ เดินก็ไม่ไหว ได้แต่นั่ง-นอนแบบเอน ๆ ผมจึงไปพบหมอแล้วรายงานให้ทราบ
คุณแพ้มาก หมอจะลดยาลงมื้อหนึ่ง มื้อกลางวันไม่ต้องกิน แต่ก็ต้องยืดเวลารักษาออกไปนะ
ผมรับทราบและกลับมากินยาต่อ อาการแพ้ดังกล่าวยิ่งมากขึ้น แต่เส้นผมไม่หลุดร่วงเหมือนคนอื่นบางคนที่ให้เคโมแล้วศีรษะล้าน สุดจะทนกล้ำกลืนฝืนกินยาต่อไปอีก จึงไปบอกกับหมอว่า
ผมคงจะตายเพราะยาเคโมมากกว่าจะตายเพราะมะเร็งเป็นแน่ครับ
คุณนี่รู้ดีกว่าหมอ หมอพูดเสียงดังด้วยชักฉุนที่ผมรู้ดีกว่าหมอ ตั้งแต่รักษาโรคนี้มายี่สิบกว่าปีไม่เคยมีใครตายเพราะยาเคโมนี่สักคน
ผมนั่งฟังหมอแจงสรรพคุณยาอยู่ครู่ใหญ่ หมอก็ถามว่า ยาเหลือกี่เม็ดเล่าคุณ ผมเผลอบอกไปตามจำนวนที่เหลือจริง เท่านั้นแหละครับ
คุณกินยาไม่ครบนี่ ถ้ารู้ดีกว่าหมออย่างนี้ก็กลับไปรักษาเองเถอะ ไม่ต้องมาหาอีก คุณหมอพูดเสียงดัง จนนางพยาบาลผู้ช่วยหลบออกไปยืนด้านหลังคุณหมอ
วันนั้นผมกลับบ้าน พร้อมกับตัดสินใจว่า กูไม่กินมันอีกแล้ว แล้วก็ไม่กินยาเคโมอีกเลย (เสียดายเหมือนกันครับ เสียดายยาที่เหลืออีกหลายพันบาทเหมือนกัน)
ตั้งแต่วันไม่กินเคโมเป็นต้นมา ผมก็มีเนื้อเพิ่มขึ้น ผมกินทุกอย่างที่อยากกิน แต่กินแต่น้อย ๆ อาการแพ้ต่าง ๆ ก็หมดไป แต่แม่เอย ภรรยาเอย ลูกเอย พอรู้ว่าผมเลิกเคโม ต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกคนขอร้องให้กลับไปหาหมอตามเดิม
ผมเห็นว่าทุกคนเป็นทุกข์เพราะผม เนื่องจากผมไม่กินยาอะไรเลย มะเร็งขั้น 3 ที่ผมเป็นอยู่นั้นมันลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้ว ต้องตัดลำไส้ออกไป 7 ฟุต และต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อม ชีวิตผมคงไม่รอดแน่นอน เพื่อไม่ให้คนรอบข้างเป็นทุกข์มากนัก ผมเลยเลือกกิน ยา อย่างหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาสบายใจ คือเลือกกินหญ้าปักกิ่ง ตามคำแนะนำของผู้มาเยี่ยมคนหนึ่ง และผมก็กินหญ้าปักกิ่งเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันก็ยังกินอยู่
กินหญ้าปักกิ่งได้ประมาณ 4-5 เดือน นางพยาบาลที่เป็นผู้ช่วยหมอก็โทร.มาที่บ้านมาถามไถ่อาการ และเรียกให้ไปตรวจ ผมจึงได้กลับไปให้หมอตรวจอีกครั้ง และหมอก็นัดพบทุกเดือนในช่วงปีแรก ทุกสามเดือนในช่วงปีที่สอง ทุกหกเดือนในช่วงปีที่สาม ขณะนี้ (พ.ศ.2546) ย่างเข้าปีที่ห้าแล้ว ผมก็ยังไปพบหมอทุกหกเดือนอยู่ครับ ไปแต่ละครั้งก็ไปเจาะเลือดตรวจดูเชื้อมะเร็ง ตรวจอุจจาระ บางคราวก็ฉายเอกซเรย์ใหญ่ดูลำไส้ ทำอัลตราซาวน์ ผลก็คือ ยังไม่พบเชื้อมะเร็ง
เข้าปีที่ห้าแล้ว หมอวางใจได้ แต่คุณต้องมาตรวจเสมอ ๆ นะ คราวต่อไปจะตรวจไขมัน ความดัน น้ำตาล ดูด้วย
|
|
ใบหญ้าปักกิ่ง |
ใบหญ้ามาเลเซีย
หรือหญ้าปากควาย |
|
|
|
|
รากหญ้าปักกิ่ง |
รากหญ้ามาเลเซีย
หรือหญ้าปากควาย |
|
| ต้นหญ้าทั้งสองชนิดนี้ ดูเผิน ๆ ลักษณะคล้ายกันมาก แต่หญ้าปักกิ่งใบ และรากจะหนาอวบน้ำมากกว่า ลำต้นไม่เป็นปล้อง เมื่อถอนขึ้นมาจากดินพร้อม ๆ กัน ทิ้งไว้สักครู่ หญ้ามาเลเซียใบจะเฉาและเหี่ยวแห้ง ในขณะที่หญ้าปักกิ่งใบจะยังสดอยู่ |
หญ้าปักกิ่งกับมะเร็งที่ผมเป็น
หญ้าปักกิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นการเล่าเรื่องที่เกิดกับตัวผมเอง จะใช้ยึดถือเป็นบรรทัดฐานคงไม่ได้ และถ้าจะถามว่า ผมหายจากมะเร็งเพราะหญ้าปักกิ่งใช่ไหม? ก็คงจะตอบว่า ไม่ทราบครับ ไม่ทราบจริง ๆ แต่ทุกวันนี้ยังตรวจไม่พบเชื้อมะเร็งอีก อาจจะเพราะหญ้าปักกิ่งก็เป็นได้
หญ้าปักกิ่ง จะมาจากเมืองปักกิ่ง ประเทศจีนหรือเปล่าไม่ทราบ ทราบแต่ว่าขณะนี้ในประเทศไทยมีการปลูกหญ้าชนิดนี้กันเป็นไร่ ๆ เพื่อเก็บต้นส่งขายให้คนซื้อไปคั้นเป็นน้ำหญ้าดื่ม และคงจะจำหน่ายได้ดี จึงมีการปลูกหญ้าชนิดอื่นที่คล้าย ๆ กับหญ้าปักกิ่งมาตบตาผู้ซื้อว่าเป็นหญ้าปักกิ่ง ต้นหญ้าชนิดอื่นที่วางขายเท่าที่พบก็มีหญ้าปล้องกับหญ้ามาเลเซีย หรือที่ทางภาคใต้เรียกว่าหญ้าปากควาย
ต้นหญ้าปักกิ่งไม่มีปล้อง ต้นที่สมบูรณ์จะยาวประมาณคืบ ส่วนต้นหญ้าที่คล้ายกันจะยาวเป็นศอก ลำต้นเป็นปล้อง ๆ ส่วนใบคล้ายกันจนดูไม่ออกว่า ต้นไหนเป็นใบหญ้าหญ้าปักกิ่งและต้นไหนเป็นใบหญ้าชนิดอื่น
ในต้นหญ้าปล้องจะมีสารพิษต่อระบบข้อและกระดูกของคนเรามาก เมื่อดื่มน้ำหญ้าจากต้นหญ้าชนิดนี้ สารพิษจะไปจับตามข้อในร่างกาย พอมากเข้าก็ทำให้ข้อบวม ปวดตามข้อ และกลายเป็นโรคไขข้ออักเสบในที่สุด
ในต้นหญ้าปักกิ่งจะมีสารพิษน้อยกว่ามาก แต่ที่ใบและผิวลำต้นจะมียางสีเหลือง ๆ ยางนี้มีพิษ ถูกผิวหนังแล้วคัน แสบ เมื่อกลืนกินลงไปก็จะไปจับตามข้อและกล้ามเนื้อ สะสมมากขึ้น ๆ จะทำให้เกิดตะคริว และมือเท้าชา นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ที่มีพิษสะสมอยู่มีอารมณ์หงุดหงิด เกิดการบวมตามข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า
ส่วนที่ดีมีประโยชน์ของหญ้าปักกิ่งก็คือ มีตัวเพิ่มออกซิเจนจำนวนมากหรือเรียกว่าอนุมูลบวก (+) อนุมูลบวกตัวนี้อยู่เป็นอิสระไม่ได้ จะต้องไปจับคู่กับอนุมูลอิสระลบ (-) จะได้สะเทินคือเป็นกลาง เป็นสารอยู่ตัวไม่วิ่งไปวิ่งมาอีก
อนุมูลอิสระลบ เป็นสารส่วนเกินที่ได้จากการทำงานของเชื้อโรคร้าย เช่น เชื้อมะเร็ง สมมติง่าย ๆ ก็คือมะเร็งเหมือนกาฝากตามต้นไม้ แรกเริ่มเดิมทีนั้น เจ้ากาฝากนี้มาจากจุดเล็ก ๆ เช่น มูลนกที่ถ่ายรดกิ่งไม้ ในมูลนกมีเมล็ดพืชชนิดอื่นปนอยู่ด้วย เจ้าเมล็ดพืชแปลกปลอมนี้ พอตกมาบนกิ่งไม้ก็เจริญงอกงาม ค่อย ๆ ฝังราก ขยายกิ่ง ตอนฝังรากขยายกิ่งนี้แหละ เรียกว่า อนุมูลส่วนเกิน (คือเกินจากต้นเดิม) มันจะเติบโตไวมาก เจ้าส่วนนี้ถ้าอยู่ในคน สัตว์ก็จะเป็นอนุมูลส่วนเกินมีค่าเป็นลบ (-) เพราะมันว่องไวมาก ถ้าไม่รีบกำจัดก็จะแผ่ขยายไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อเรากินหญ้าปักกิ่งเข้าไป ซึ่งในต้นหญ้า มีอนุมูลบวกอยู่มาก จึงเป็นการพอดีกันอย่างยิ่ง บวกกับลบจับคู่กันจึงได้สารที่เป็นกลาง หมดฤทธิ์เดช นั่นคือเมื่อกินหญ้าปักกิ่งจึงมีการถ่ายท้อง
จะกินหญ้าปักกิ่งอย่างไรดี
จะกินหญ้าปักกิ่งอย่างไรดี กินต้นสด ๆ หรือว่านำมาต้ม หรือว่าคั้นน้ำดื่ม
จะกินแบบไหน ให้คำนึงถึงอนุมูลบวกในต้นหญ้าเป็นสำคัญ คือเราต้องการกิน ตัวบวก' เข้าไปจับกับตัวลบ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังนั้นกินต้นสด ๆ จึงดีที่สุด เพราะอนุมูลบวกในหญ้าปักกิ่งไม่สูญเสียไปไหนเลย แต่การกินต้นสด ๆ บางคนกินไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีอื่น คือ ต้ม หรือคั้นน้ำดื่ม
ต้มเป็นการใช้ความร้อน ซึ่งความร้อนจะไปทำลายอนุมูลบวกในหญ้าได้ วิธีนี้จึงไม่ค่อยได้ผลนัก วิธีคั้นเป็นน้ำดื่ม จึงน่าจะดีกว่าวิธีเอาหญ้าไปต้ม
จะคั้นต้นหญ้าปักกิ่งอย่างไร
การคั้นหญ้าปักกิ่ง กระทำกันสองวิธี คือ
- ใส่โม่ไฟฟ้าปั่น แล้วกรองเอาน้ำแยกออกจากกาก
- ซอยต้นหญ้าเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ครกโขลก เติมน้ำสะอาดลงไป พอประมาณ แล้งจึงกรองเอาน้ำแยกออกจากกากหญ้า
การใช้โม่ไฟฟ้าปั่น จะทำให้อนุมูลบวกในต้นหญ้าถูกทำลายไปได้มากกว่าวิธีโขลกในครก เพราะเครื่องปั่นต้องใช้ไฟฟ้า ขณะเครื่องทำงานไฟฟ้าในเครื่องจะเกิดการเหนี่ยวนำ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นในเครื่องปั่น สนามแม่เหล็กนี้ก็จะดูดจับอนุมูลบวกในน้ำหญ้าไว้บางส่วน น้ำที่กรองได้จึงสูญเสียอนุมูลบวกไป ส่วนการใส่ครกโขลก แรงโขลกทำให้อนุมูลบวกในต้นหญ้าสูญเสียไปบ้างแต่ก็น้อยกว่าที่เสียไปในเครื่องปั่นหลายเท่า น้ำหญ้าปักกิ่งที่ได้จากการโขลกจึงมีอนุมูลบวกมากกว่า
จะโขลกแล้วกรองเอาน้ำหญ้าเก็บไว้ดื่มหลายครั้งดีไหม?
ไม่ดี เพราะน้ำหญ้าจะบูด เมื่อน้ำหญ้าบูดจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ควรคั้นครั้งหนึ่งดื่มครั้งหนึ่งดีที่สุด สำหรับผมใช้วิธีคั้น 1 ครั้ง แบ่งดื่มสองครั้งในหนึ่งวัน
จะดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งตอนไหนจึงจะดี
ดื่มตอนท้องว่าง วันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าตื่นนอน ครั้งหนึ่ง และตอนจะเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง
จะดื่มน้ำหญ้าแต่ละครั้งมาก-น้อยเท่าใด
ให้ผู้ดื่มเป็นคนกำหนด เพราะถ้าดื่มมากไปสำหรับคนนั้น ๆ จะทำให้ท้องเสีย ปวดมวนลำไส้ได้
ให้เริ่มต้นที่ต้นหญ้า 6 ต้นก่อน นำมาโขลก แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปประมาณครึ่งแก้วน้ำ กรองเอากากออก ขณะนี้จะได้น้ำหญ้าสีเขียว ๆ ออกคล้ำประมาณครึ่งแก้วเช่นกัน แบ่งน้ำที่คั้นได้นี้เป็นสองส่วน สำหรับดื่มสองมื้อดังกล่าวมาแล้ว ดื่มไปสักสามวัน (บางคนแค่ข้ามวัน) ท้องก็จะถ่าย หากถ่ายมากกว่าปกติ แสดงว่าใช้ต้นหญ้ามากเกินไป วันต่อมาให้ลดต้นหญ้าลง เช่นเหลือ 5 ต้น 4 ต้น จน ธาตุ' ทรงตัว ปรับพอดีกับจำนวนต้นหญ้าก็ใช้จำนวนนั้นโขลกคั้นน้ำดื่มเฉพาะคน คนนั้นต่อไป
จะเอาส่วนไหนของต้นหญ้ามาคั้นน้ำดี
ตามปกติสมุนไพรทั้งหลาย ความเข้มข้นของ ยา จะสะสมอยู่ที่ราก ดังนั้นหญ้าปักกิ่งที่จะนำมาคั้นน้ำจึงควรใช้ทั้งต้นและราก
มีข้อควรระวังอะไรพิเศษเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งไหม
ความสะอาด หญ้าแต่ละต้นปลูกด้วยดิน ในดินมีพยาธิ เมื่อจะใช้ทั้งต้นทั้งรากมาคั้นน้ำ จึงควรล้างให้สะอาดก่อน ล้างด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง เมื่อแน่ใจว่าสะอาดดีแล้วจึงนำมาโขลก
ต้องดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งนานเท่าใดจึงหยุดดื่ม
ดื่มได้เรื่อย ๆ ไป ถ้าร่างกายไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบสะท้อนออกมาให้เห็น
ร่างกายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อดื่มน้ำหญ้าปักกิ่ง
อาการที่เห็นได้เร็วที่สุด คือ อาการถ่ายท้อง อาการต่อ ๆ มาจะเกิดเมื่อร่างกายมีพิษของหญ้าปักกิ่งสะสมอยู่มาก คือ มือเท้าจะชา เป็นตะคริวบ่อย และหงุดหงิดผิดไปจากเดิม
ถ้ามีอาการตอบสนองควรปฏิบัติอย่างใด
ถ้าถ่ายท้องมากเกินไป ต้องลดปริมาณต้นหญ้า และต้องดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งติดต่อกัน 3 อาทิตย์ หยุด 1 อาทิตย์ สลับกันเรื่อยไป
ถ้าเป็นตะคริวบ่อยจะทำอย่างไร
ถ้าเกิดอาการชามือและเท้า เป็นตะคริวบ่อย ให้หยุดดื่มน้ำหญ้าปักกิ่ง อาการดังกล่าวจะค่อย คลี่คลายหายไป เมื่อหายแล้วก็ดื่มใหม่ ดื่ม 3 อาทิตย์ หยุด 1 อาทิตย์ พอเริ่มมีอาการดังกล่าวอีกก็หยุดดื่มจนกว่าร่างกายเป็นปกติ ก็ดื่มใหม่อีก
นอกจากมะเร็งน้ำหญ้าปักกิ่งมีประโยชน์อะไรอีก
น้ำหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ทำให้ถ่ายท้อง ดังนั้นจึงใช้เป็นยาระบายได้อย่างดี อาจารย์ของผมท่านหนึ่งคือ ศ.ดร.ลมุล รัตตากร ท่านเป็นริดสีดวงทวารเรื้อรัง มีปัญหาเรื่องขับถ่ายมาก เข้าโรงพยาบาลเป็นประจำก็เป็น ๆ หาย ๆ อยู่ตลอดเวลา ต่อมาท่านลองดื่มน้ำหญ้าปักกิ่ง ปรากฏว่าระบบขับถ่ายของท่านดี ริดสีดวงทวารก็เลยหายไปเลย
กากหญ้าปักกิ่งแก้ฝ้าแดดได้
กากที่กรองออกมาจากน้ำหญ้าแล้ว นำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วใช้พอกหน้า จะช่วยขจัดฝ้าแดดที่ทำให้ใบหน้าดำหมองได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์
|
 
มะเร็งร้าย
ผมได้ดูรายการพิเศษทางช่องดิสคัฟเวอรี่ ว่าด้วยเรื่องมะเร็ง มีเรื่องน่าสนใจ จึงขอนำเอามาเล่าสู่กันฟังครับ
ในปัจจุบันนี้ ยังไม่มีตัวยาชนิดใดปราบมะเร็งได้ราบคาบ แม้แต่เคโม หรือการฝังแร่ ฉายรังสี
วงการแพทย์สากลยอมรับว่า การจะปราบโรคมะเร็งให้ได้ราบคาบนั้น มีอยู่ 3 วิธี คือ
- ใช้พิษปราบพิษ ที่ประเทศอังกฤษกำลังทดลองพิษจากต้นไม้ต่าง ๆ ฉีดเข้าไปฆ่าพิษมะเร็ง ปรากฏว่าพิษจากยางต้นหลิวออกจะได้ผลดี ขณะนี้ทดลองเข้าปีที่ 5-6 แล้ว ด้วยการสกัดเอาพิษจากต้นหลิวฉีดเข้าไปที่คนเป็นมะเร็ง ปรากฏว่ามะเร็งในคนนั้นชะงักการเติบโต การทดลองนี้จะต้องทดสอบให้แน่ใจจนถึงปีที่ 10 ถ้าได้ผลก็จะประกาศออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ นี่เป็นวิธีที่หนึ่งคือใช้พิษจากต้นไม้เข้าไปปราบมะเร็ง
- รักษาด้วยยาสมุนไพร วิธีนี้นิยมใช้มากในประเทศเอเชียอาคเนย์เพราะในสมุนไพรทั้งหลายมีสารไปช่วยยับยั้งทำให้มะเร็งฝ่อแห้ง
หญ้าปักกิ่งก็เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง และก็มียางพิษ การดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งจึงน่าจะสอดคล้องกับข้อ 1 และข้อ 2
- ใช้วิธีการตัดแต่งยีน คือ ยีนที่เป็นมะเร็ง เป็นยีนเนื้อร้ายต้องทำลายทิ้ง และก็เอายีนใหม่เข้าไปแทนที่ วิธีเช่นนี้ก็จะปราบมะเร็งร้ายได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์
ตามความคิดเห็นของผมเอง มะเร็งคือกาฝาก คนเราเปรียบเสมือนต้นไม้ ต้นไม้ใหญ่มีกิ่งก้านสาขามาก โอกาสที่นกจะมาถ่ายมูลรดก็มีมาก นั่นคือมีโอกาสเกิดกาฝากได้มากกว่าต้นไม้เล็ก ๆ กาฝากต้นไม้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว และเราพบเห็น เราก็ตัดกาฝากทิ้ง บางครั้งต้องตัดกิ่งไม้นั้นทิ้งไปด้วย ต้นไม้ก็มีชีวิตอยู่ต่อไป คนเราก็เช่นกันโอกาสที่จะเป็นมะเร็งนั้นมีอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนต้นไม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากนกได้ฉันนั้น เมื่อเป็นมะเร็งก็ต้องกำจัดออก เช่นเดียวกับกาฝากต้นไม้ นั่นคือ ผู้ที่เป็นมะเร็งก็ควรให้แพทย์แผนปัจจุบันตรวจรักษาก่อน เมื่อเนื้อร้าย (กาฝาก) ออกไปจากตัวแล้ว เราจึงบำรุงรักษาตัวเองต่อ
ต้นไม้ที่ตัดกาฝากออกไปแล้ว มิใช่จะไม่เกิดกาฝากอีก คนที่เป็นมะเร็งและรักษาหายแล้ว โอกาสที่จะเป็นมะเร็งก็ยังมีเช่นกัน
กาฝากต้นไม้ พาหะที่เป็นตัวการสำคัญได้แก่ นก รองลงไปได้แก่ ลม มะเร็งในคนสัตว์ตัวการสำคัญก็น่าจะเป็นอาหารและอากาศที่เราหายใจ ดังนั้นถ้าเราเข้มงวดกับอาหารที่รับประทานก็น่าจะป้องกันมะเร็งได้บ้างระดับหนึ่ง ถ้าควบคุมอากาศที่หายใจก็คงจะรอดพ้นมะเร็งร้ายได้บ้างอีกระดับหนึ่ง
อาหารที่เรารับประทาน ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สารที่เจือปนไปกับอาหารนั้นเป็นสารเคมี จะไปตกค้างอยู่ในร่างกาย ทำนองเดียวกับมูลนกที่ตกค้างอยู่ตามต้นไม้ เราจึงไม่มีวันที่หลบหนีจากการเป็นมะเร็งได้ เพราะเราต้องกินและต้องหายใจ จึงอยากจะบอกว่าอย่าไปกลัวเกรงกับโรคมะเร็งนี้นัก เป็นได้ก็รักษาได้ รักษาไม่หายก็ตายเร็วกว่าปกติหน่อยเดียวเท่านั้นเอง
|